ฤดูกาลที่เคยเอื้อต่อการประกอบ ‘พิธีฮัจญ์’ กำลังเหลือน้อยลงทุกที เมื่อภาวะโลกร้อนเปลี่ยนนครเมกกะ ซาอุดีอาระเบีย ให้กลายเป็นเตาเผาที่ชาวมุสลิมหลายล้านคนต้องฝ่าเข้าไปด้วยความศรัทธา
เดอะ การ์เดียน สหราชอาณาจักร เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ล่าสุดจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เวิลด์ เวเธอร์ แอททริบิวชัน (World Weather Attribution) ที่ระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเกิดภาวะโลกร้อน กำลังทำให้นครเมกกะเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงบ่อยขึ้น จากเดิมที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสจะเกิดเฉพาะในช่วงพีคของฤดูร้อนเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สภาพอากาศร้อนจัดระดับนี้กลับเริ่มต้นเร็วขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
นักวิจัยเตือนว่า หากทั่วโลกยังไม่เร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พิธีฮัจญ์จะยิ่งเสี่ยงอันตรายจากคลื่นความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และภายในช่วงปลายศตวรรษนี้ ผู้แสวงบุญอาจต้องประกอบพิธีท่ามกลางสภาพอากาศที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเกือบตลอดทั้งปี
คนนับล้านเสี่ยงตาย
พิธีฮัจญ์ คือหนึ่งในห้าหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งชาวมุสลิมที่มีความพร้อมทางร่างกายและกำลังทรัพย์จะต้องเดินทางมาประกอบพิธีที่นครเมกกะอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต โดยรูปแบบของพิธีจำเป็นต้องให้ผู้แสวงบุญเดินประกอบศาสนกิจกลางแจ้งเป็นระยะทางไกลติดต่อกันหลายวัน เนื่องจากพิธีฮัจญ์ยึดตามปฏิทินจันทรคติอิสลาม วันประกอบพิธีจึงเลื่อนเร็วขึ้นปีละประมาณ 10-11 วันเมื่อเทียบกับปฏิทินสากล ทำให้ช่วงเวลาของพิธีฮัจญ์จะหมุนเวียนไปครบรอบทุกฤดูกาลในทุกๆ 33 ปี
ทว่า ปัจจุบันวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ผู้แสวงบุญมีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะแม้แต่ในช่วงที่พิธีฮัจญ์หมุนเวียนมาเจอกับเดือนที่เคยอากาศเย็นสบายในอดีต เช่น เดือนพฤษภาคม สภาพอากาศในปัจจุบันกลับร้อนจัดจน โดยพบว่า
- ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดระหว่างพิธีฮัจญ์มากกว่า 1,300 ราย หลังอุณหภูมิในพื้นที่พุ่งสูงถึง 51.8 องศาเซลเซียส
- ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนพฤษภาคมในปัจจุบัน สูงกว่าในอดีตถึงประมาณ 3.5 องศาเซลเซียส
- พิธีฮัจญ์ในเดือนพฤษภาคมตอนนี้มีความเสี่ยงไม่ต่างจากช่วงพีคของฤดูร้อนในอดีต โดยอุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียส มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในทุกๆ 2-3 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ซาอุฯ เร่งแก้ แต่ไม่ถูกจุด
ทางการซาอุดีอาระเบียไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งเพิ่มมาตรการบรรเทาความร้อนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางเดินที่มีร่มเงา การตั้งจุดพักคลายร้อน ติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำ ตลอดจนขยายบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับผู้ป่วยจากความร้อน
อย่างไรก็ตาม ‘ศาสตราจารย์ฟรีเดอริเกอ อ็อตโต’ จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) หนึ่งในทีมผู้จัดทำงานวิจัย มองว่ามาตรการเฉพาะหน้าเหล่านี้ช่วยลดผลกระทบได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงคือปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สูงเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก และตราบใดที่โลกยังไม่หยุดพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ผู้แสวงบุญหลายล้านคนก็ต้องเผชิญอันตรายที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สอดคล้องกับ ‘ดร.แคลร์ บาร์นส์’ จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ที่กล่าวว่า ช่วงเวลาที่สภาพอากาศเหมาะสมต่อการประกอบพิธีฮัจญ์กำลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมวลอากาศร้อนเริ่มขยายตัวครอบคลุมพื้นที่และลากยาวหลายเดือนมากขึ้นในแต่ละปี
อนาคตเสี่ยงวิกฤต
ผลการศึกษาเมื่อปี 2565 คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศโลกยังคงเป็นเช่นในปัจจุบัน และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ ไม่ว่าพิธีฮัจญ์จะหมุนเวียนไปจัดในเดือนใดก็ตาม ในอนาคตเกือบทุกๆ ปี หรือคิดเป็น 97% ของจำนวนครั้งที่จัดพิธี ผู้แสวงบุญในนครเมกกะจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนเป็นอันตรายขั้นวิกฤต
‘ดร.เอ็มมานูเอล ราจู’ จากศูนย์วิจัยภัยพิบัติโคเปนเฮเกน (Copenhagen Centre for Disaster Research) เตือนว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีฮัจญ์ กำลังยกระดับกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ เพราะการที่คนนับล้านต้องใช้ชีวิตและเดินแสวงบุญกลางแจ้งติดต่อกันหลายวัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายและท้าทายอย่างมาก
“ในระยะสั้น มาตรการแจกน้ำและพัดลมละอองน้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประทังชีวิต แต่ในระยะยาว หากสังคมโลกไม่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ ความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้แสวงบุญจะยิ่งทวีความรุนแรงจนเกินกว่าจะรับมือ” ดร.ราจู กล่าวทิ้งท้าย



