เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เป็นประธานเปิดโครงการและบรรยายพิเศษในโครงการ “ยุวทูตต่อต้านการค้ามนุษย์” (Anti-Scam and Forced Criminality Youth Ambassador Program : MEDIA CAMP) ณ ห้องแจ้งยอดสุข ศูนย์ฝึกอบรมตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี นางเอเมีย เอส. แบรนดอม-สกินเนอร์ (Amyre S. Brandom-Skinner) ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรมและการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ นางรีเบคก้า มิลเลอร์ (Rebecca Miller) ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคด้านการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เข้าร่วมพิธีเปิด

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ปัจจุบันยังพบการหลอกลวงชาวต่างชาติให้เดินทางผ่านประเทศไทย ก่อนส่งต่อไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือชาวจีนออกมาจากฝั่งเมียนมาได้แล้ว 5 ราย โดยจากการพูดคุยกับทางสถานทูตสหรัฐ และ UNODC เราพบว่าปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะคนในเอเชีย แต่ยังมีคนจากอเมริกาใต้ และแอฟริกาถูกหลอกเข้ามาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมาก

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะทำงานร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวควบคู่กันไป

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา และ UNODC จัดโครงการ “Anti-Scam and Anti-Trafficking Youth Ambassador” เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนในการต่อต้านภัยไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ โดยมีผู้สมัครกว่า 1,400 คน ก่อนคัดเลือกเหลือเพียง 52 คน จากหลายประเทศ อาทิ ไทย ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

“เด็กกลุ่มนี้ จะเป็นเหมือนยุวทูตในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ การป้องกันการถูกหลอกให้ไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการผลิตคอนเทนต์เพื่อสื่อสารกับคนในประเทศของตัวเอง”

เมื่อถามถึงสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า แม้สถิติอาชญากรรมไซเบอร์ในภาพรวมจะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นผลจากการกวาดล้างของทางการกัมพูชาหรือไม่

“ตอนนี้เรายังพบว่ามีชาวต่างชาติถูกหลอกเข้ามาและส่งต่อไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ ส่วนคนไทยหลายร้อยคนที่ถูกส่งกลับจากกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์ ยังไม่พบว่าเป็นกลุ่มคอลเซ็นเตอร์โดยตรง”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพบอาคารลักษณะคล้ายโรงพยาบาลภายในฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่โอร์เสม็ด ประเทศกัมพูชา พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์หรือการค้าอวัยวะหรือไม่ ซึ่งภายในมีอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์ผ่าตัด เครื่องเอกซเรย์ และอุปกรณ์ทำคลอด ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะแก๊งสแกมเมอร์ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องมีสถานพยาบาลขนาดนี้ เราจึงต้องตรวจสอบว่ามีการซื้อขายอวัยวะหรือการกระทำผิดอื่นแฝงอยู่หรือไม่

เมื่อถามว่าการทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าจะช่วยลดการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์ได้หรือไม่ พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การคัดกรองผ่านระบบวีซ่าสามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือการตัดวงจรเครือข่ายขนส่งภายในประเทศ โดยประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านเพราะมีความสะดวกทั้งระบบคมนาคม การเดินทาง และบริการขนส่งต่างๆ คนเหล่านี้เดินทางมาถึงสนามบินก็จะมีรถมารับต่อไปยังชายแดนทันที ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังทำคือการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ขนส่ง และผู้ที่ทำหน้าที่นำพาบุคคลเหล่านี้ไปยังพื้นที่ชายแดน

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่าทางการกัมพูชากวาดล้างเครือข่ายชาวญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานข้อมูลกับตำรวจญี่ปุ่น และยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน หากมีการประสานข้อมูลหรือขอความร่วมมือมายังประเทศไทย เราพร้อมดำเนินการตรวจสอบและให้ความร่วมมือตามขั้นตอนกฎหมายระหว่างประเทศทันที