นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จของ KCG ในปีที่ผ่านมาสะท้อนผ่านผลประกอบการปี 2568 ที่สร้างสถิติ New High ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีรายได้จากการขายถึง 8,645.5 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 11.6% และมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเนยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีซ้อนภายใต้แบรนด์ Allowrie อีกทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ Imperial และแบรนด์อื่นๆ ในเครือยังติดอันดับ Top 5 ในตลาด โดยมุ่งเน้นการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการกลุ่ม B2B รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิตที่เป็น 1 ใน 5 แบรนด์ที่ครองใจคนไทย โดยมีอิมพีเรียลเป็นแบรนด์เรือธงจากสินค้าคุกกี้กล่องแดง

นายดำรงชัย กล่าวต่อว่า การมีห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญที่ตอกย้ำการเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ Trusted Provider ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดจากการนำเสนอโซลูชั่นให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นสถานะที่ไม่สามารถสร้างเองได้ แต่ต้องได้รับการมอบให้จากความไว้วางใจของพันธมิตรด้วยผลงานที่สร้างมาอย่างยาวนานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ KCG มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาคให้ได้

สำหรับหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ หนึ่ง การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับสากลในกลุ่มธุรกิจ B2B ที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว รักษาความลับทางการค้า และศึกษาอินไซต์เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์แต่ละประเทศ เช่น ในเวียดนามที่ปรับรสชาติและบรรจุภัณฑ์คุกกี้อิมพีเรียลให้หรูหราเหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญ ในญี่ปุ่นที่ร่วมพัฒนาสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล และในฟิลิปปินส์ที่ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดเนยและชีสแบรนด์อลาวรี่จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบรสชาติมีความครีมมี่

สอง คือการเปลี่ยนผ่านสู่ผู้ส่งมอบไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจ B2C จากผู้ผลิตสู่นักนวัตกรรมอาหารที่เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภค นำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองและเทรนด์สุขภาพ พร้อมยกระดับแบรนด์หลักให้เติบโตในอาเซียนภายใต้แนวคิดคุณภาพระดับโลกที่สอดคล้องกับท้องถิ่น และสาม การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบัน KCG ได้รับผลประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA และกำลังเดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อส่งมอบความสุขที่ยั่งยืนจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง