ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุค AI และ Data Center เฟื่องฟู  แต่เบื้องหลังการเติบโตนี้ ยังมีโจทย์หินและปัญหาระดับชาติที่รอการสะสางเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางดิจิทัลอย่างแท้จริง

วันนี้คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH”  ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สคท.) คนใหม่ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ในวาระปี พ.ศ. 2569 – 2572  ซึ่งจะมีวิสัยทัศน์และทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในยุคดิจิทัล  อย่างไรบ้าง มีคำตอบจากบทความนี้

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” บอกว่า  นโนบายที่จะเร่งดำเนินการ การมุ่งยกระดับบทบาทของอุตสาหกรรมจาก “Telecom Operator” สู่ “Digital Infrastructure Industry” เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI Nation ของประเทศไทยในอนาคต พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก 

“รากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนหนึ่ง คือ การพัฒนา AI และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต ทางสมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางของอุตสาหกรรม ในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยี AI, Cloud, Data Center และ Cybersecurity ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยสู่การเป็น Digital Infrastructure Provider แห่งอนาคตของประเทศ รวมถึงการเร่ง adoption ของ AI และ 5G ต่อยอดสู่ IoT เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ระบบสาธารณสุข การศึกษา โลจิสติกส์ และบริการดิจิทัลยุคใหม่” 

“จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” บอกว่า สิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง หลัวจากดำเนินการมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี แล้ว ก็คือ เร่งจัดระเบียบ ‘สายสื่อสาร’ โดยเสนอให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณ ผลักดันในมีการ บริหารจัดการเดินสายสื่อสารให้ทุกค่ายเช่าใช้ร่วมกัน ในสายที่ต้องเดินใหม่  โดยจะมีการปรับแผนงานร่วมกับ กสทช.  และ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ กทม. โดยจะจัดทำแผนล่วงหน้าทุก ๆ 3 ปี ขณะที่สายเก่าจะมีการเร่งดำเนินการ

 โดยปัจจุบันการจัดระเบียบสานสื่อสารในปัจจุบันกสทช. ให้การสนับสนุนเพียง 10% ของค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 40,000 บาทต่อกิโลเมตร จากต้นทุนจริงกิโลเมตรละ 400,000 บาท โดยสมาคมฯมองว่าสัดส่วนการสนับสนุนนี้ยังเป็นภาระของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับงบประมาณส่วนที่เหลือเองยังไม่นับรวมหากต้องเข้าสายสื่อสารลงดินด้วยจะตกกิโลเมตรละ 6-10 ล้านบาทถ้าให้ผู้ประกอบการจ่ายคงไม่ไหว

ภาพ pixabay.com

นอกจากนี้จะผลักดันเรื่อง ระบบ CERT ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เกิดขึ้นอย่างถาวร หลังจากที่หยุดไปได้ 2-3 ปี เนื่องจากไม่มีงบประมาณ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการตรวจจับและแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับประเทศ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการของบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นงบที่เคยได้รับมาโดยตลอดประมาณ 20 ล้านบาท ต่อปี แต่งบก้อนใหม่ยังไม่ได้รับการพิจารณา 

ขณะเดียวกันในส่วนของอุปกรณ์ไอโอที ( IoT) ต่างๆเช่นกล้องวงจรเปิด  CCTV ทางสมาคมฯจะผลักดันให้ให้มีการจัดเก็บข้อมูลระบบ Cloud ไว้ภายในประเทศโดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาด้านความมั่นคงเช่นเวลาเกิดเหตุอาชญากรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไล่ขอภาพจากกล้องวงจรปิดตามหน้าบ้านประชาชนหรือร้านค้าทีละจุดซึ่งมีข้อจำกัดและล่าช้าเพราะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงตกต่างจากระบบในต่างประเทศเช่นจีนที่สามารถดึงภาพจากระบบ Cloud มาพิกัดบนแผนที่และเช็กไอพีกล้องได้ทันทีสมาคมฯเตรียมร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อทำระบบตรวจสอบและออกใบรับรอง (Certify) ให้กับอุปกรณ์ IoT และกล้องวงจรปิดที่จำหน่ายในไทย เพื่อการันตีว่าข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศ

อีกหนึ่งเรื่อง คือเคเบิ้ลใต้น้ำที่เชื่อมโยงระบบอินเทอร์เน็ตโลก ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาสงครามและ ภูมิรัฐศาสตร์  ซึ่งปัจจุบันเคเบิลใต้น้ำ ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างยักษ์ใหญ่ไอที ลากสายจากจีน เวียดนาม ขึ้นบกที่สุราษฎร์ธานี เชื่อมต่อไปยังจังหวัดสตูลเพื่อยิงตรงสู่อินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งความจุโครงข่าย (Capacity) จะช่วยให้ไทยไม่ต้องอ้อมสิงคโปร์ แต่ โครงการนี้ต้องหยุดชะงักมานานกว่า 3 ปี เนื่องจากติดข้อกฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในการลากสายผ่านพื้นที่อุทยานฯ หมู่เกาะเภตรา ระยะทาง 13 กิโลเมตร แม้จะใช้สายเคเบิ้ลขนาดเพียง 4 นิ้วและฝังใต้ทราย แต่ระเบียบการคิดค่าเช่าพื้นที่ของอุทยานฯ พุ่งสูงเกินกว่า 1,000 ล้านบาท จนเอกชนไม่สามารถแบกรับไหวและทำให้โครงการหยุดชะงัก โดยสมาคมจะไปคุยหาทางออกกับภาครัฐ ให้ได้ก่อนสิ้นปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางดิจิทัลให้กับประเทศ

ภาพ pixabay.com

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การส่งเสริม Digital Literacy และการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล  เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังนสู่โลกอนาคต โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Startup และหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนา talent และนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาผู้บริหารสมาคมฯชุดก่อน ได้ร่วมกับภาครัฐ และสภาดิจิทัลฯ ในการเแก้ไขกฎหมายบางส่วน  เช่นเรื่องแก้ไขโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%  ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยลดลง ไม่ต้องแบกรับภาษีซ้ำซ้อนจนเสียเปรียบในการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งจากนี้สมาคมฯก็จะมีการพูดคุยกับภาครัฐ เพื่อลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันและเติบโตของผู้ประกอบการไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี”

สุดท้าย “จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” บอกว่า  การจะพาประเทศไทยไปสู่ยุค “AI Nation” ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้งาน แต่คือการทลายข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบเดิมของรัฐ การปรับตัวของภาคเอกชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วย พาประเทศไทยสู่อนาคตดิจิทัลที่มั่นคง.

Cyber Daily