เริ่มเปิดระบบให้สแกนใช้จ่ายจริงแล้ว สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ที่รัฐบาลใช้เงินภาษีประชาชน ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้สูงถึงร้อยละ 60 และให้ประชาชนร่วมจ่ายสมทบเพียงร้อยละ 40 แต่รู้หรือไม่? การจะใช้สิทธิ์นี้ได้อย่างสะดวกครบ 4 เดือน โดยที่เงินไม่ถูกดึงคืน มีกฎระเบียบและข้อบังคับอะไรบ้าง
รอบนี้ กระทรวงการคลังและหน่วยงานตรวจสอบได้วางระบบหลังบ้านไว้อย่างรัดกุม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายจงใจหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ จะถูกลงโทษด้วยการตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการทันที และระบบจะทำการริบเงินคืนเข้ารัฐโดยไม่มีข้อยกเว้น!
กางลิสต์ “รายการสินค้าต้องห้าม” ขึ้นบัญชีดำเด็ดขาด-ห้ามซื้อขาย!
- สินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล: ห้ามใช้ซื้อหวยทุกประเภท (ทั้งสลากแบบใบ และสลากดิจิทัล)
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ห้ามซื้อเหล้า เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด
- ผลิตภัณฑ์ยาสูบ: ห้ามซื้อบุหรี่ ยาเส้น บารากู่ และบุหรี่ไฟฟ้า
- บัตรกำนัลและบัตรเงินสด: ห้ามนำไปแลกซื้อ Voucher หรือบัตรเติมเงินสดทุกประเภท
- การชำระเงินล่วงหน้า: ห้ามใช้จ่ายกับบริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า
- กลุ่มธุรกิจบริการเฉพาะ: ร้านเสริมสวย, ร้านทำผม, ร้านตัดผม และร้านนวดแผนโบราณ/นวดสปา “ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้” (สแกนไม่ผ่าน)
- ห้ามรับแลกเป็นเงินสด: การตั้งใจเปลี่ยนวงเงินสิทธิ์ให้กลายเป็นเงินสดถือเป็นความผิดทุจริตร้ายแรง
หมายเหตุ: สำหรับการกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการในอนาคต ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกำหนดแต่เพียงผู้เดียว
กฎเหล็กเงื่อนไข Face-to-Face สแกนจ่ายแบบเห็นหน้า ห้ามส่งรูป-ห้ามออนไลน์
อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่ระบบจะใช้ตรวจสอบความโปร่งใสคือ “วิธีการซื้อขายและส่งมอบสินค้า” ซึ่งกำหนดให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ดังนี้:
- ต้องทำธุรกรรมแบบพบหน้า (Face-to-Face) เท่านั้น: ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องอยู่ต่อหน้ากันจริงๆ ในขณะทำรายการสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ ไม่สามารถทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งรูป QR Code ผ่านแชต หรือทำผ่านคนกลางไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ หากตรวจพบพฤติกรรมการสแกนจ่ายข้ามพื้นที่โดยไม่มีการส่งมอบสินค้าจริง จะถือว่าผิดเงื่อนไขและจะถูกริบเงินคืนทันที
- ต้องไม่มีการทอนเงินสด: ต้องมีการซื้อสินค้าหรือบริการจริงตรงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการทอนส่วนต่างออกมาเป็นเงินสด ให้แก่ประชาชน
- ช่วงเวลาให้บริการ: ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์สแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. ของทุกวันเท่านั้น
ข้อพึงระวังก่อนใช้สิทธิ์ครั้งแรก: ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ก่อนจะเริ่มสแกนจ่ายครั้งแรก ประชาชนจะต้องเข้าไปตรวจสอบสิทธิ์คงเหลือและกดยอมรับเงื่อนไขในระบบให้เรียบร้อย และห้ามกระทำการใดๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดหรือก่อให้อุปสรรคต่อมาตรการของรัฐ
ส่องประเภทร้านค้า: ใครได้สิทธิ์? ใคร “ชวดสิทธิ์” เข้าร่วม?
เพื่อล็อกเป้าหมายให้เม็ดเงินกระจายสู่ฐานรากและผู้ประกอบการตัวเล็กอย่างแท้จริง รัฐบาลกำหนดว่าร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ได้จะต้องเป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปที่มีสัญชาติไทย และเป็นกลุ่มดังต่อไปนี้เท่านั้น:
กลุ่มร้านค้าที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ:
- ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล
- ร้านค้าธงฟ้าฯ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล (เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์)
- ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมือง
- ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชน
กลุ่มร้านค้าที่ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ (สอบตกเกณฑ์รัฐ):
- ต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ (เช่น ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่ต่างๆ ในตลาด)
- ต้องไม่เป็นร้านค้าลักษณะฝากขายหรือยี่ปั๊ว: ร้านที่ไปรับสินค้าของคนอื่นมาขายแล้วนำส่งค่าสินค้าให้เจ้าของ โดยตัวเองได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้าหรือคิดจากยอดขาย
- ต้องมีหน้าร้านชัดเจน: ต้องมีสถานที่ตั้งและการประกอบการที่ชัดเจน สามารถส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบได้จริง



