สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( ดับเบิลยูเอ็มโอ ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เผยแพร่รายงานว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตอนตะวันออก อุ่นขึ้นเป็นระยะ ๆ โดยปกติจะกินเวลานานระหว่าง 9 ถึง 12 เดือน


ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอ็มโอพบการเปลี่ยนแปลงในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.ถึงกลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเงื่อนไขของเอลนีโญว่ากำลังพัฒนา


ดับเบิลยูเอ็มโอคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย ระหว่างเดือนมิ.ย.-ส.ค. นี้ และมีแนวโน้มที่เอลนีโญจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพ.ย. ที่จะถึง ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งและฝนตกหนัก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นความร้อน ทั้งบนบกและในมหาสมุทร


นอกจากนี้ อิทธิพลอของเอลนีโญยังอาจทำให้เกิดฝนตกมากกว่าปกติในพื้นที่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐ บางส่วนของแอฟริกาตะวันออก และเอเชียกลาง


ในทางตรงกันข้าม อาจก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งในออสเตรเลีย อเมริกากลาง อินโดนีเซีย และบางส่วนของเอเชียใต้ อีกทั้งยังส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และกระตุ้นการเกิดเฮอริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก


อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนสามารถทำให้ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญ เช่น คลื่นความร้อนรุนแรงและฝนตกหนัก มีความรุนแรงมากขึ้นได้ ทุกภาคส่วนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือ


อนึ่ง โลกเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุด ระหว่างปี 2566-2567 ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ปี 2567 กลายเป็นปีซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์.

เครดิตภาพ : REUTERS