สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( ดับเบิลยูเอ็มโอ ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เผยแพร่รายงานว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตอนตะวันออก อุ่นขึ้นเป็นระยะ ๆ โดยปกติจะกินเวลานานระหว่าง 9 ถึง 12 เดือน
ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอ็มโอพบการเปลี่ยนแปลงในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.ถึงกลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเงื่อนไขของเอลนีโญว่ากำลังพัฒนา
???? WMO confirms: El Niño conditions are developing and are set to influence global temperature and rainfall patterns around the world in the months ahead. Most forecast models suggest it will be at least moderate – possibly strong.
— World Meteorological Organization (@WMO) June 2, 2026
Be prepared. More info➡️ https://t.co/htyps0XfsE pic.twitter.com/0dbWunyqyU
ดับเบิลยูเอ็มโอคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย ระหว่างเดือนมิ.ย.-ส.ค. นี้ และมีแนวโน้มที่เอลนีโญจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพ.ย. ที่จะถึง ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งและฝนตกหนัก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นความร้อน ทั้งบนบกและในมหาสมุทร
นอกจากนี้ อิทธิพลอของเอลนีโญยังอาจทำให้เกิดฝนตกมากกว่าปกติในพื้นที่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐ บางส่วนของแอฟริกาตะวันออก และเอเชียกลาง
ในทางตรงกันข้าม อาจก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งในออสเตรเลีย อเมริกากลาง อินโดนีเซีย และบางส่วนของเอเชียใต้ อีกทั้งยังส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และกระตุ้นการเกิดเฮอริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก
อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนสามารถทำให้ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญ เช่น คลื่นความร้อนรุนแรงและฝนตกหนัก มีความรุนแรงมากขึ้นได้ ทุกภาคส่วนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือ
อนึ่ง โลกเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุด ระหว่างปี 2566-2567 ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ปี 2567 กลายเป็นปีซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์.
เครดิตภาพ : REUTERS



