เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 มิ.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกออนไลน์ ทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ธนพล อธิพัฒน์ปภากร” ซึ่งได้โพสต์ภาพตัวเองซึ่งรอเข้ารับการตรวจรักษาภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดขอนแก่น พร้อมข้อความระบุว่า “ซวยเลยมารักษาอย่างหนึ่ง พยาบาลเอายาจากคนไข้อีกคนหนึ่งที่ติดเชื้อมาฉีดให้รอคำชี้แจงครับโรงพยาบาล ผมก็บอกแล้วไม่ใช่นามสกุลผม”

ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังผู้โพสต์คือ นายธนพล อธิพัฒน์ปภากร อายุ 48 ปี ที่อยู่ 235 หมู่ 8 ต.บ้านหว้า อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเจ้าตัวยังคงรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล และรอเข้ารับการตรวจหาสาเหตุจากอาการหน้ามืด รู้สึกวูบ โดยอยู่ในอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

นายธนพล กล่าวว่า มีอาการวูบจึงเข้ามาขอรับการตรวจที่ รพ. เพื่อหาสาเหตุ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยนอนพักรักษาตัวอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยติดเชื้อที่มีแผลลุกลาม ขณะที่พยาบาลจะนำยามาฉีดให้ ตนเองก็เอะใจว่าตั้งแต่เข้า รพ. ไม่เคยมีการฉีดยา จึงได้ถามว่าชื่ออะไรครับ พยาบาลบอกว่าชื่อธนพล ตนเองพยายามถามพยาบาลว่ามันใช่เหรอครับ เพราะไม่เคยฉีดยาเลย ไม่น่าจะใช่ชื่อตนเอง แต่พยาบาลยืนยันจะฉีดและบอก “ก็นั่นแหละ” และไม่พูดอะไรอีก แล้วลงมือฉีดใส่แขนทันที โดยที่มองนั้นเห็นยาในเข็มฉีดยาเป็นสีใส ซึ่งตนเองก็ทักท้วงไปแล้วว่าไม่ใช่ชื่อตนเองอย่างแน่นอน ก่อนที่พยาบาลจะหันไปดูกระปุกยาที่นำมาพร้อมกัน และพลิกดูชื่อ แต่ก็นำเข็มมาใส่เตรียมฉีดที่แขนตนเองแล้ว

“ผมชี้ให้ดูว่าไม่ใช่ชื่อตนเองจริงๆ และนามสกุลก็ไม่ใช่ พยาบาลจึงรีบถอดเข็มฉีดยาที่แขนออกทันที จึงถามพยาบาลว่าแล้วที่ฉีดเข้ามามันคืออะไร แต่พยาบาลกลับบอกว่าไม่มีอะไรหรอก จึงเกิดความกลัวและได้ไปถามคุณหมอข้างนอกว่ามันคืออะไร ผมมารักษาอาการวูบ ถ้าเกิดผมเป็นอะไรไปจะทำยังไงเพราะญาติก็ไม่อยู่เฝ้า จึงไม่รู้จะทำยังไง เพราะญาติก็ยังไม่มา จึงโพสต์ลงในโซเชียลดังกล่าว และทักไปบอกแฟน แต่ที่โพสต์นั้นเพราะไม่สบายใจ กลัวจะเป็นอะไรไป หากมีอาการแพ้ก็จะได้มีหลักฐาน ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ใช่ปล่อยทิ้งไปเลย”

นายธนพล กล่าวต่อว่า พยายามกินน้ำเรื่อยๆ พอรู้สึกคอแห้ง หรือคิดไปเองก็ไม่รู้ หลังจากที่โพสต์ไป ก็มีพยาบาลเข้ามาอธิบายให้ฟังว่าเป็นน้ำเกลือ ซึ่งถ้าเป็นน้ำเกลือจริงๆ ก็สบายใจ แต่ที่โพสต์นั้นไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเพราะกลัว ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาฉีดเข้าไปในร่างกายตนเอง และติดใจว่ายาไม่ใช่ชื่อตนเอง แต่ทำไมจึงนำมาฉีดให้ และอีกอย่างคือตนเองได้ทักท้วงไปแล้วทำไมจึงไม่ฟังผู้ป่วยบ้าง ทำไมคนไข้ทักท้วงแล้วทำไมไม่ตรวจสอบดูก่อนว่าใช่ไม่ใช่ จริงไม่จริง ถ้าไม่ใช่ก็จะได้ไม่ต้องฉีดตั้งแต่แรก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือฉีดไปทั้งทั้งที่ตนเองบอก แล้วค่อยไปดูในกระปุกว่าไม่ใช่ชื่อตนเอง โดยที่อีกเข็มหนึ่งที่นำมาเจาะที่แขนเตรียมฉีดเป็นตัวยาแต่ก็ไม่รู้ว่ายาอะไร

“ที่โพสต์นั้นแค่อยากให้ระมัดระวัง ไม่ใช่อยากจะฉีดอะไรก็ฉีด ทั้งที่คนไข้ทักท้วง ถ้าคนไข้มีสติทักท้วงก็อยากจะให้ฟัง ไม่ใช่ดันทุรังฉีดเข้าไปเหมือนเดิม เพราะการกระทำแบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยง เพราะหากคนไข้ไม่มีสติไม่รับรู้ว่าเป็นยาที่ต้องฉีดให้ตัวเองหรือไม่ ก็จะเป็นอันตรายได้ เพราะขนาดตนเองมีสติพูดคุยสื่อสารได้ก็ยังฉีด และที่โพสต์ก็ไม่ได้อยากเอาเรื่องเอาราว แต่อยากให้ระมัดระวังมากกว่านี้ ตนเองเข้าใจพยาบาล เข้าใจบุคลากรทำงานทุกคนเหนื่อย แต่แค่ต้องการให้ระมัดระวังรับฟังเสียงผู้ป่วยเท่านั้น”

ในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังพูดคุยกับผู้ป่วยอยู่นั้น ทางรักษาการหัวหน้าพยาบาลและเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้ามาพบกับผู้ป่วย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับทางรักษาการหัวหน้าพยาบาล ว่ายาที่ฉีดไปนั้นคืออะไร ซึ่งทางรักษาการหัวหน้าพยาบาลยืนยันว่าเป็นน้ำเกลือไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นสารปกติในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งในการให้การรักษานั้น พยาบาลจะนำน้ำเกลือมาฉีดเพื่อทดสอบดูเลือดว่าไหลเวียนดีหรือไม่ก่อน โดยฉีดในปริมาณ 2-3 ซีซี แต่ก็ต้องขอบคุณทางผู้ป่วยด้วยเช่นกันที่เตือนพยาบาลที่ทำการฉีดยาให้ ทำให้ไม่มีความคลาดเคลื่อนมากไปกว่านี้ ตอนนี้ก็จะดูแลผู้ป่วยให้เป็นอย่างดี และได้มีการรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับแล้ว

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก็ได้เน้นย้ำไปยังพยาบาลทุกคน ซึ่งปกติเราก็จะมีมาตรการที่เป็นมาตรฐานเรียกว่า 7R ที่จะมีการตรวจสอบทบทวนก่อนทำหัตถการ โดยเจ้าตัวที่ฉีดน้ำเกลือให้กับผู้ป่วยรายนี้ก็รู้สึกเสียใจ และขอโทษผู้ป่วย พร้อมกันนี้ทางหัวหน้าตึกก็จะมีการทบทวนอบรมกับน้องพยาบาลรายดังกล่าวด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ถือว่าทำให้เป็นการย้ำเตือนทางโรงพยาบาลว่าจะทำอะไรต้องระมัดระวัง ต้องมีสติในการปฏิบัติงาน และกรณีที่ทำให้ผิดพลาดในครั้งนี้เนื่องจากชื่อของผู้ป่วยเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่นามสกุล หลังจากนี้ก็จะต้องเน้นย้ำให้ตระหนักในเรื่องของนามสกุลด้วย และอาจจะมีการติดป้ายว่าตึกผู้ป่วยมีชื่อธนพล ซ้ำกัน ให้ระมัดระวังตรวจสอบดูนามสกุลด้วย