จากกรณีประเด็นร้อนแรงในวงการบันเทิงและโลกออนไลน์ ที่นักธุรกิจสาวเจ้าของแบรนด์อาหารเสริม มอบหมายให้ทนายความชื่อดังนำหลักฐานเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีกับนักร้องลูกทุ่งสาว “กระต่าย พรรณนิภา” ในฐานความผิดฉ้อโกง ต่อศาลจังหวัดสกลนคร โดยอ้างพฤติกรรมการตั้งเบิกค่าใช้จ่ายบริษัทอันเป็นเท็จหรือบิลทิพย์จำนวน 22 ครั้ง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น
นักธุรกิจสาวน้ำตาซึม ฟ้อง ‘กระต่าย พรรณนิภา’ เบิกจ่ายบิลทิพย์เสียหาย 40 ล้าน
ล่าสุด นักร้องสาว กระต่าย พรรณนิภา ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลส่วนตัวแบบฟาดกลับนิ่มๆ แต่หลักฐานแน่น โดยยืนยันว่า “จากกระแสดราม่าเรื่องหุ้นส่วนธุรกิจแบรนด์คอลลาเจน มียอดขายกว่า 80,000,000 ล้านบาท ที่อีกฝ่ายได้ออกไปร้องสื่อว่าหนูเอาเปรียบเขา ทางหนูไม่ได้นิ่งนอนใจค่ะ หนูได้รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมายแล้วค่ะ

ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับบิลเบิกที่ไม่จริง จำนวนเงิน 20,000 กว่าบาท มีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงได้เบิกบิลดังกล่าวไป ในส่วนที่หนูผิดหนูขอโทษจากใจจริง และได้มีการขอโทษเป็นการส่วนตัวกับทางพี่เขาตั้งแต่เกิดเหตุและหนูพร้อมที่จะชำระเงิน 20,000 กว่าบาทให้พี่เขา ณ วันนั้นค่ะ
อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงอีกมุมในส่วนของหนูว่า เหตุใดจึงได้ยกเลิกสัญญากับทางหุ้นส่วน เหตุใดหนูถึงลบตะกร้าสินค้า ใน Seller ของหนู (ซึ่ง Seller ส่วนตัวของทางหุ้นส่วนอีกช่อง เขาก็ยังไม่ได้ลบและไม่ยอมลบคลิปใบหน้าหนู เขานำไปยิงแอดขายคอลลาเจนจนถึงปัจจุบัน)

ก่อนยุติสัญญา หนูได้มีการเจรจาหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยหนูเสนอไปว่าหนูจะขายคอลลาเจนให้หมดตามสต๊อก แต่ต้องเป็นสต๊อกที่ได้ร่วมตรวจสอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายค่ะ หรือถ้าหากหุ้นส่วนไม่อยากร่วมงานกันกับหนูแล้ว หนูยินดีที่จะรับซื้อสต๊อกคอลลาเจนที่เขากล่าวอ้างทั้งหมด ด้วยเงินส่วนตัวของหนูเพื่อมารับผิดชอบขายเองค่ะ แต่ทางหุ้นส่วนยืนยันว่าจะต้องต่อสัญญาในฉบับที่เขาร่างมาใหม่เท่านั้น ซึ่งมีระยะเวลานาน 5 ปี หากหนูไม่ต่อสัญญาฉบับนี้ ฝ่ายหุ้นส่วนจะแฉแชตส่วนตัว ระหว่างหนูกับเขา ที่เคยร่วมกันนินทาบุคคลที่สามร่วมกันในอดีต (และเขาได้ส่งไปให้ทุกคนแล้วในวันที่ 3 หลังจากที่หนูยุติการทำงานค่ะ) รวมถึงจะให้ข่าวกับนักข่าวเรื่องบิลเบิกจำนวนเงิน 20,000 กว่าบาทนี้
ถ้าหากหนูไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียงต้องแลกด้วยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของเขา คือหนูต้องรีวิวสินค้าทุกตัว ที่หุ้นส่วนต้องการให้รีวิว นอกเหนือจากแบรนด์คอลลาเจนที่ทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ หรือสินค้าอื่นๆ โดยให้ค่าจ้างเป็นจำนวนเงินเพียงเดือนละ 100,000 บาท และไม่มีสิทธิในค่าคอมมิชชั่นในการขายใดๆ ด้วย รวมถึงจะต้องมีการนำคลิปวิดีโอของหนูไปรีรันใน Tiktok ตลอด 24 ชม. และหนูต้องยอมมอบช่องที่หนูสร้างขึ้นเอง 2 ช่อง มีผู้ติดตามรวมกว่า 600,000 คน ให้เขาใช้รีรัน และในสัญญายังมีข้อบังคับอีกว่าหากหนูต้องการผลิตสินค้าใหม่ในแบรนด์ของตัวเอง เขาต้องเป็นผู้หาโรงงานให้หนูแต่เพียงผู้เดียว
สินค้าที่หนูจะผลิตทำของตัวเองทุกตัว หุ้นส่วนจะสามารถได้ส่วนต่างจากโรงงานที่เขาหามาได้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสัญญาฉบับนี้มีระยะเวลารวมทั้ง 5 ปีค่ะ ทั้งนี้ค่าความเสียหายที่อีกฝ่ายนำออกไปร้องสื่อเป็นจำนวนเงิน 40 ล้านบาท ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สต๊อกสินค้าที่มีการกล่าวอ้างขึ้นมาว่า คงเหลืออยู่จำนวน 600,000 ห่อ ก็ไม่เป็นความจริง สต๊อกสินค้าไม่มีอยู่จริง

เพราะว่า หลังจากที่ยุติสัญญาแล้ว 1 วัน ทางหุ้นส่วนได้ให้ทนายความโทรมาแจ้งว่า ทางโรงงานผู้ผลิตคอลลาเจนส่งหนังสือมาให้หุ้นส่วน ในหนังสือแจ้งว่ามีสินค้าคงเหลือ เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท ซึ่งหนูเอง
ก็แปลกใจตรงนี้ เพราะหนูเพิ่งยุติสัญญาเมื่อวานแต่ในวันรุ่งขึ้นโรงงานกลับส่งหนังสือมาหาเขาเลย แต่หนูก็คิดว่าถ้ามีของจริงตามที่เขากล่าวอ้างมาหนูก็พร้อมรับผิดชอบค่ะ ทนายหนูจึงแจ้งกลับไปว่าถ้าหากมีสต๊อกสินค้าจริงก็ขอให้เข้าร่วมกันตรวจสอบสต๊อกด้วยด้วยกันทั้งสองฝ่ายค่ะ
แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีกเลย ซึ่งการที่ทางพี่หุ้นส่วน ได้ออกมาให้ข้อมูลเท็จกับสื่อเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หนูเสียหาย ทั้งนี้หนูได้ดำเดินการทางกฎหมายแล้ว ดังต่อไปนี้ค่ะ
1.ในเรื่องของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและส่วนแบ่งหุ้นส่วนที่ไม่ตรงไปตรงมา ในยอดขายโดยประมาณ 80,000,0000 บาท
2.เรื่องการยักยอกภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจที่ทำร่วมกัน ไปเป็นภาษีของ หจก. ส่วนตัวอีกฝ่าย อีกทั้งภาษีเงินได้ของหนู 7% เป็นจำนวนเงิน 245,000 บาท (ที่หนูเคยขอใบ50ทวิ มาส่งภาษีส่วนตัวของตัวเอง) แต่พี่เขาบอกว่าไม่สามารถออกให้ได้ ถ้าหากจะให้เขาออกใบ50ทวิให้ได้หนูอาจจะต้องได้เสียภาษีเป็นสองเด้ง (ซึ่งภาษีสองเด้งที่เขาพูดตรงนี้หนูก็ไม่เข้าใจความหมายที่เขาจะสื่อค่ะ) หนูมีหลักฐานการหักค่ะ

3.ข่มขู่แฉแชตที่พูดคุยกันส่วนตัว ได้มีการกล่าวถึงบุคคลที่สาม เพื่อบังคับต่อสัญญาที่มีค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม เป็นเวลา 5 ปี หนูได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานรีดเอาทรัพย์เรียบร้อยค่ะ
ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน และ ทีมทนายความในการฟ้องคดีต่อศาลค่ะ
ทั้งนี้สิ่งที่หนูพูดมาทั้งหมดมีพยานหลักฐานครบถ้วน และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อศาล และในส่วนที่เขาฟ้องหนูหนูก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกันค่ะ อย่างไรก็ตามในด้านของกระแสสังคม หนูพร้อมออกไปชี้แจงข้อมูลในส่วนของหนูพร้อมกันกับคู่กรณี ในรายการโหนกระแสเท่านั้น ซึ่งหนูได้แจ้งวัน เวลา ที่ไม่ติดงานลูกค้าให้กับทีมงานโหนกระแสแล้วค่ะ
หลังจากที่หนูไม่ติดสัญญาแล้วก็มี พี่ๆ เจ้าของแบรนด์ติดต่อมาจ้างงานหนู หนูขอบพระคุณมากๆ นะคะที่มีพี่ๆ ทุกคนเอ็นดูหนูและมองเห็นศักยภาพในการทำงานของหนู หนูจะตั้งใจทำงาน ถ่ายงานและรับผิดชอบงานให้ดีที่สุดค่ะ รวมถึงผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสด้านงานเพลงหนูด้วยนะคะ ที่หยิบยื่นโอกาสให้หนู หนูจะตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานให้เเฟนเพลงต่อไปนะคะ และหนูขอบคุณพี่ๆ ทุกคน พี่เอฟซีของหนูที่ไม่ได้ด่วนตัดสินหนู และรอฟังความจริงในมุมของหนูในวันนี้นะคะ #ขอบพระคุณค่ะ”

นอกจากนี้ กระต่าย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเธอระบุว่า “เนื่องจากทางพี่หุ้นส่วนได้ออกมาโพสต์แก้ต่าง หลังจากหนูโพสต์ชี้แจงเรื่องธุรกิจคลอลาเจนไป มีในส่วนประเด็นที่พี่เขาแย้งว่า “มีสต็อกมูลค่ามหาศาล

เสียหาย 40 ล้านบาท” หนูขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและถ้าหากหนูเข้าใจผิดตรงนี้ หนูขอให้พี่หุ้นส่วนพิสูจน์ความจริงว่าสต็อกมีจริงตามที่กล่าวอ้าง
หนูมีหลักฐานใบสั่งซื้อที่เป็นปกติวิสัยของการสั่งซื้อสินค้าแต่ละรอบ ครั้งละประมาณ 30,000 ห่อ/รสชาติ ซึ่งมีต้นทุนห่อละ 38 บาท และ 24 บาท ทั้งนี้ถ้าหากสต๊อกตอนนี้ค้างอยู่และเสียหาย 40,000,000 ล้านบาทตามที่แก้ต่างจริงเท่ากับว่าต้องมีของอยู่ในโกดังประมาณ 1,000,000 ห่อ
อีกทั้งพี่หุ้นส่วนไม่ได้เป็นผู้แบกรับต้นทุนในการผลิตทั้งหมดหลาย 10 ล้านแต่เพียงผู้เดียวตามที่ให้ข่าว หากแต่เป็นการถอนเงินจาก Seller Tiktok Shop ถอนโอนตรงถึงบัญชีธนาคารโรงงานผู้ผลิตเลยค่ะ
คือหนูต้องขายสินค้าก่อนพอขายได้ เงินเข้า Seller จึงกดถอนเงินไปจ่ายค่าสินค้าให้โรงงานในแต่ละรอบ และเป็นการทยอยจ่าย ซึ่งเงินที่จ่ายให้โรงงานนี้เป็นเงินจากการขายสินค้าร่วมกันโดยหลักๆ มาจากคลิปปักตะกร้าและไลฟ์รีรันใบหน้าหนูเอง
หนูอยากขอร้องพี่ๆทางเพจต่างๆที่นำเสนอข่าวของหนูตามที่อีกฝ่ายเขาให้ข่าวว่าหนูทำให้เขาเสียหาย 40,000,000 บาท ช่วยเป็นสื่อกลางในการประสานให้ทางหนูได้มีโอกาสตรวจสอบความจริง ได้มีการตรวจสอบสต็อกสินค้าร่วมกันอย่างเร็วที่สุด (เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการเร่งผลิตสินค้าใหม่เพื่อสวมเป็นสต็อกเก่าตามที่กล่างอ้าง เพื่อความโปร่งใสของทุกๆฝ่าย) โดยจะมีบุคคลที่เป็นกลางไปด้วยก็ได้ค่ะ เพื่อยืนยันสต็อกที่แท้จริงตามที่พี่หุ้นส่วนกล่าวอ้างและร้องต่อเพจต่างๆ เพราะถ้าหากสินค้าไม่มีจริง นั่นอาจหมายความว่าเขา #หลอกสื่อและใช้สื่อในการทำข่าวที่ไม่เป็นความจริงอีกด้วย

หนูต้องขอโทษพี่ๆทุกคนที่ต้องโพสต์เรื่องราวดราม่าจริงๆนะคะ แต่หนูขอความเป็นธรรม หากสิ่งใดหนูผิดหนูน้อมรับยอมรับผิด หากสิ่งใดที่บิดเบือนความจริง หนูขอปกป้องตัวหนูเองค่ะ #ขอบคุณค่ะ”


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กระต่าย พรรณนิภา



