นาย ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) เปิดเผยว่า ทิศทางการขับเคลื่อน ดิจิทัล ไอดี ภายใต้กรอบการทำงานระยะที่ 2 (ปี 2568–2570)  จะมุ่งยกระดับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัลให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นของประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงออนไลน์และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาตแล้ว 28 ใบอนุญาต พร้อมเชื่อมโยงระบบเข้ากับบริการภาครัฐผ่านแอปพลิเคชัน ไทยไอดี และ อี-เซอร์วิส อื่น ๆ แล้วกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมการทำธุรกรรม ในชีวิตประจำวันอย่างครบวงจร ส่งผลให้มียอดบัญชีผู้ใช้งานสะสมผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เติบโตพุ่งสูงกว่า 162.63 ล้านบัญชี (ณ เม.ย. 69) 

สำหรับแนวทางสำคัญในปี 69  เอ็จด้า จะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและขยายขอบเขตการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มนิติบุคคล ที่จะเร่งส่งเสริมการมอบอำนาจอิเล็กทรอนิกส์ การทำสัญญา อี-คอนแทรค  ผ่านแพลตฟอร์ม ไอดีเอสพี  และทดสอบในระบบแซนบ็อกซ์  ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เช่น กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อลดขั้นตอนเชิงธุรกิจและลดการใช้เอกสารกระดาษอย่างเป็นรูปธรรม  กลุ่มคนต่างด้าว มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเปิดระบบตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าว รองรับการเข้าถึงบริการดิจิทัลของนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างชาติ ขณะที่ กลุ่มคนเปาะบาง มุ่งผลักดัน  แนวทางการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ ผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ดูแล โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุขและบริการภาครัฐที่จำเป็น เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม ผ่านบริการหมอพร้อม

นาย ชัยชนะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อีกหนึ่งแผนงานไฮไลต์ในปีนี้คือการเร่งเครื่องใช้งานเอกสารรับรองดิจิทัล และกระเป๋าเอกสารดิจิทัล โดยจะนำร่องใน 3 เอกสารหลัก ได้แก่ บัตรประชาชน ใบขับขี่ และใบรับรองผลการศึกษา เพื่อให้สามารถใช้เอกสารข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย พร้อมจับมือพาร์ทเนอร์สากล เช่น ธนาคารโลก เพื่อผลักดันระบบการตรวจสอบเอกสารรับรองดิจิทัลแบบข้ามพรมแดน ตลอดจนการสร้างคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ เอ็ตด้า บูทแคมป์ 2026 รวมถึงการเตรียมจัดงานประชุมนานาชาติ ‘Digital Trust Thailand 2026’ ในวันที่ 24 มิ.ยเพื่อเชื่อมโยงมาตรฐานไทยสู่ระดับโลก 

“ปี 69 จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการวางรากฐานดิจิทัล ไอดี ไปสู่การขยายผลใช้งานจริงในทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม ยกระดับความปลอดภัย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง โดยจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการและขับเคลื่อนร่วมกันของทุกหน่วยงานในระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐาน ที่ปลอดภัย ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลกในอนาคต”