ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 146 บ้านคอก หมู่ที่ 1 ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมและช่วยเหลือครอบครัวของเด็กทารกแฝดสอง หลังผู้เป็นแม่คลอดลูกแล้วแม่เสียชีวิต ที่ รพ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา พร้อมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม นมผงเด็ก ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป และเงินสดจำนวนหนึ่ง มอบเป็นกำลังใจในการช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมทั้งจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

โดยสภาพบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านไม้ผสมปูนชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสี สภาพทรุดโทรม ซึ่งเป็นบ้านของ นายประทีป ชนะโยธา อายุ 55 ปี และนางรัศมี ชนะโยธา อายุ 47 ปี สองสามีภรรยา พ่อแม่ของ น.ส.สุนทรีญา ชนะโยธา ผู้เสียชีวิต โดยตาและยายของเด็กแฝดกำลังช่วยกันป้อนนมพร้อมทั้งพัดวี ดูแลเด็กทารกน้อยทั้งสองแบบไม่ห่าง ซึ่งเป็นลูกฝาแฝดหญิงทั้งคู่ แฝดผู้พี่ ชื่อ แสงเดือน และแฝดผู้น้องชื่อ แสงดาว อายุ 1 เดือนเศษ และยังมี ด.ญ.น้อย (นามสมมุติ) อายุ 4 ขวบ ลูกสาวคนโต ของผู้เสียชีวิต ที่สองตายายต้องดูแลอีกคนด้วย

นางรัศมี ชนะโยธา อายุ 47 ปี แม่ของ น.ส.สุนทรีญา ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ตนและสามี ประกอบอาชีพ ทำนา และปลูกผักขาย มีลูก 4 คน ผู้เสียชีวิตเป็นลูกคนโต และเป็นเสาหลักของครอบครัว อาชีพรับจ้างอยู่ที่ กรุงเทพมหานคร กับสามี ซึ่งก่อนหน้านี้มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ ด.ญ.น้อย อายุ 4 ขวบ และมาตั้งครรภ์ลูกท้องที่สองด้วยกันอีก ตอนตั้งท้องได้ 6 เดือน ลูกสาวตน ได้ลางานมาอยู่บ้านเตรียมตัวคลอด และได้แยกกันอยู่กับสามี เมื่อใกล้ถึงวันคลอด ซึ่งกำหนดคลอดวันที่ 15 เม.ย. 2569 ปรากฏว่า วันที่ 12 เม.ย. 2569 น.ส.สุนทรีญา ผู้เสียชีวิต ได้เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด 3 วัน จึงได้พาลูกสาวนำส่ง รพ.ไพรบึง และแพทย์ได้ส่งต่อไปยัง รพ.ศรีสะเกษ

จากนั้นช่วงสายของวันที่ 13 เม.ย.69 ตนมีความรู้สึกหวิวๆ ใจไม่ดี เหมือนจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ที่ห้องฉุกเฉิน ทั้งแพทย์ พยาบาล วิ่งชุลมุนกัน และมีรถเข็นเด็ก ตอนนั้นทราบแต่เพียงว่าลูกสาวตน คลอดลูกออกมาคนหนึ่งแล้ว พอคลอดเด็กคนที่สอง เจ้าหน้าที่บอกให้ตนทำใจดีๆ พร้อมกับแจ้งว่า แม่ของเด็ก เสียชีวิตแล้ว โดยบอกสาเหตุว่า หลังคลอดลูกคนแรก น้ำคร่ำมันหลุดเข้าไปในกระแสเลือดในปอด ทำให้เสียชีวิต ตนยืนยันจะเลี้ยงดูหลานสาวทั้ง 3 คน เอง เพราะลูก 4 คน ตนก็เลี้ยงจนเติบโตมาแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69  ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กของ “โรงพยาบาลศรีสะเกษ” ได้โพสต์ข้อความพร้อมหนังสือชี้แจงจาก โรงพยาบาลศรีสะเกษ กรณีการเสียชีวิตของมารดาภายหลังการคลอดบุตรแฝด ระบุว่า โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นและขอยืนยันว่า โรงพยาบาลได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดนับตั้งแต่วันเกิดเหตุผลการตรวจสอบพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของมารดา เกิดจากภาวะน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด (Amniotic Fluid Embolism) ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งการคลอดโดยธรรมชาติ และการผ่าตัดคลอดบุตร ภาวะนี้พบได้น้อยมากในอัตราประมาณหนึ่งในแปดหมื่นของการคลอดบุตรทั้งหมด ภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ล่วงหน้า และมีอัตราการเสียชีวิตสูง แม้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในขณะที่เกิดเหตุ ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ได้ระดมกำลังช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ และทันท่วงที เมื่อเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น ทีมผู้รักษาได้อยู่เคียงข้างครอบครัว เพื่อให้กำลังใจ อำนวยความสะดะดวกในการนำมารดากลับบ้าน รวมถึงเข้าร่วมพิธีสวดอภิธรรม และฌาปนกิจศพ พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งในนามโรงพยาบาล และในนามบุคลากรเป็นการส่วนตัว

สำหรับทารกแฝดทั้งสอง โรงพยาบาลได้ดูแลอย่างต่อเนื่อง จนมีพัฒนาการและสุขภาพแข็งแรงพร้อมกลับบ้าน โดยทารกแฝดทั้งสอง ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านหลังคลอด 9 วัน แต่ญาติยังไม่พร้อมรับทารกแฝดกลับบ้าน ทางโรงพยาบาลได้ดูแลต่อเนื่อง ทารกแฝดมีสขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จนกระทั้งญาติพร้อมรับกลับเมื่อทารกแฝด มีอายุได้ 45 วัน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว โรงพยาบาลได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนและบ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ครอบครัว รวมถึงสนับสนุนนมผงเพื่อการเลี้ยงดูทารกในวันที่ญาติรับกลับบ้าน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลได้ดำเนินการยื่นขอใช้สิทธิชดเชยประกันสังคมในนามของมารดาผู้เสียชีวิต ตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้ครอบครัวได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน และยังได้พิทักษ์สิทธิของหารกแฝดทั้งสอง ในการยื่นขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอเอกสารจากครอบครัวเพื่อดำเนินการส่งต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ ต่อไป

โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอยืนยันว่ามิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และได้ติดตามประสานงานกับครอบครัวของมารดาผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นในพันธกิจหลักในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและมีมาตรฐานพร้อมดูแลผู้ป่วยและครอบครัวด้วยความเอาใจใส่อย่างเต็มกำลัง

ด้าน นายสิทธิศักดิ์ วงศ์สุพรรณ์ ผอ.กองสวัสดิการสังคม อบต.ไพรบึง กล่าวว่า ด้านความช่วยเหลือเบื้องต้น ทาง นายไพรวรรณ แก้วกัณหา นายก อบต.ไพรบึง ได้สั่งการให้ทีมช่างสำรวจที่อยู่อาศัยเพื่อเสนอของบประมาณ ไปยัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจะมีงบประมาณ จำนวน 4 หมื่นบาท การปรับสภาพบ้าน มุงหลังคาใหม่ เพราะหลังคาเดิมรั่วซึม ซ่อมแซมประตู หน้าต่าง เปลี่ยนโครงสร้างบ้าน จากไม้เป็นเหล็ก เพื่อความมั่นคงถาวร ส่วนการดูแลเด็ก ได้ช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ จำนวน 3,000 บาท แล้วในเบื้องต้น.