จากกรณีนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พา น.ส.ชนิภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี อาชีพแม่ค้าขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 หลังถูกตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.คลองตัน 8 นาย บุกจับกุมบังอ้วน อายุ 42 ปี สามี ตามหมายจับเกี่ยวพันกับยาเสพติด และตรวจยึดทรัพย์สินไปตรวจสอบ ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำทรัพย์สินสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท มาคืน พบว่าเป็นทองปลอม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย น.ส.ชนิภรณ์ เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 และคณะพนักงานสอบสวน โดยมี พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า รอง ผบก.น.5 เป็นหัวหน้าคณะฯ

น.ส.ชนิภรณ์ กล่าวว่า รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลและคาดว่าอาจจะถูกใครสักคนแอบสลับระหว่างทองจริงและทองปลอม เพราะสร้อยข้อมือที่ได้รับคืนนั้นเป็นคนละเส้นกับที่เคยถูกยึดไป ทองก็ไม่เหมือนกัน น้ำหนักก็ต่างกัน ทองเส้นที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้เป็นทองแท้แน่นอน มีหลักฐานใบไถ่ถอนโรงจำนำ และไม่ได้มีส่วนไปยุ่งเกี่ยวกับของกลาง เพราะอยู่ในการควบคุมของตำรวจ ที่มาร้องเรียนไม่ได้ต้องการจะไปกล่าวหาใคร แต่อยากให้ตรวจสอบว่าทำไมสร้อยข้อมือทองคำแท้ จึงกลายเป็นของปลอมไปได้ ถ้าเป็นทองปลอมตั้งแต่แรกตนเองจะมาต่อสู้เรียกร้องขอคืนเพื่ออะไร จึงอยากให้ผู้บังคับบัญชาใน บก.น.5 ให้ความเป็นธรรมพิสูจน์ความจริงกับกรณีที่เกิดขึ้น

ด้าน พล.ต.ต.วิทวัฒน์ เผยว่า ในตอนนี้ได้มีการนัดหมายให้ผู้เสียหายเข้ามาให้ปากคำถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พอจะมีข้อมูลบางส่วนอยู่บ้างแล้ว แต่ในประเด็นที่จะต้องสอบปากคำเพิ่มเติม ในวันนี้ก็จะมุ่งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของที่มาและที่ไปของสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 3 บาท และข้อสงสัยต่างๆ แม้ว่าขณะนี้ผู้เสียหายจะยืนยันชัดเจนว่าตนเองมีหลักฐานถูกต้อง ดังนั้นในส่วนของสร้อยข้อมือทองคำที่ถูกสงสัยว่าอาจจะเป็นคนละเส้นกับที่ถูกตรวจยึดมาในตอนแรกกับเส้นที่ได้รับคืนมานั้นก็จะต้องตรวจสอบทั้งหมด โดยยืนยันว่าจะเร่งรัดให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนเรื่องของขั้นตอนในการตรวจยึดทรัพย์สิน ลำดับแรกก็เริ่มจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้มีการรวบรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดมาได้ทั้งหมดไปให้กับพนักงานสอบสวน ก่อนจะดำเนินการส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แล้วลำดับสุดท้ายจึงส่งมอบคืนให้กับผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่ ป.ป.ส. มีการคืนทรัพย์สินในครั้งนี้ เท่าที่ทราบเบื้องต้นเป็นสาเหตุมาเพราะว่าสร้อยข้อมือเส้นดังกล่าวเป็นของปลอม แต่ในส่วนของสร้อยคอทองคำน้ำ หนัก 5 บาท นั้นยังคงต้องตรวจยึดเอาไว้เพื่อทำการตรวจสอบว่าได้มาจากการกระทำความผิดของบังอ้วนใช่หรือไม่

ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ที่คืน อย่างเช่น นาฬิกา จำนวน 12 เรือน ที่ได้ส่งคืนให้กับผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวน เป็นเพราะทราบว่านาฬิกาดังกล่าวเป็นของปลอม และในส่วนของเรื่องเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลักแสนบาท ประเด็นนั้นยังคงต้องตรวจสอบก่อน ยืนยันว่าการคืนทรัพย์สินในก่อนหน้านี้ เป็นการคืนเนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอม และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่าเป็นทรัพย์สินของใครคนใดคนหนึ่ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยืนยันว่าได้ตรวจยึดมาจากตัวของบังอ้วน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในขณะนั้น ยืนยันว่าทั้งสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำนั้นได้มาจากตัวของบังอ้วน เพียงคนเดียว.