วันที่ 8 มิ.ย. ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หลังจากรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้แถลงในช่วงเช้าของวันนี้ (8 มิ.ย.) โดยระบุว่า รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการนำสิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดามาใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ”
“ไม่ใช่เพราะการคัดกรองคนจนเป็นเรื่องผิด ตรงกันข้าม ประเทศไทยจำเป็นต้องคัดกรองให้แม่นยำขึ้นด้วยซ้ำ”
ปัจจุบันประเทศไทยมีคนจนประมาณ 4.4 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 14.6 ล้านคน หรือมากกว่าจำนวนคนจนกว่า 3 เท่า ขณะที่คนจนจริงอีกประมาณ 2.7 ล้านคนยังไม่ได้รับสิทธิ
สะท้อนว่าระบบยังมีทั้งปัญหา “ตกหล่น” และ “รั่วไหล” อยู่พร้อมกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การคัดกรอง แต่อยู่ที่การเลือกตัวชี้วัด
การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้แปลว่าผู้สูงอายุคนนั้นพ้นจากความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเสมอไป และยังสร้างต้นทุนทางสังคมที่ไม่จำเป็น ทำให้พ่อแม่และลูกต้องกลับมาชั่งใจว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายดีหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอีกด้านหนึ่งก็ควรให้เครดิตกระทรวงการคลังเช่นกัน เพราะการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองรอบนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องลดหย่อนพ่อแม่ แต่ยังรวมถึงข้อมูลการถือครองที่ดิน การมีรถยนต์ การลงทุนในหุ้น การทำประกันชีวิต และข้อมูลสินเชื่อ ซึ่งหลายเกณฑ์สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าเดิมมาก
ในทางการเมือง การลดสิทธิประโยชน์หรือคัดกรองสวัสดิการให้เข้มงวดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว
แต่ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น การกล้าปรับปรุงระบบเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ควรได้รับเครดิตเช่นกัน
บทเรียนจากเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้สังคมจดจำเพียงว่า รัฐยอมถอยเพราะกระแสคัดค้าน แต่อยากให้เราใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามที่สำคัญกว่าว่าเราจะออกแบบระบบคัดกรองสวัสดิการอย่างไรให้แม่นยำ เป็นธรรม และคำนึงถึงต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับไปพร้อมกัน



