เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม กองกำลังบูรพา นำโดย พ.ท.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1202 พร้อมกำลังทหารพราน ร่วมกับกองร้อยทหารราบ หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ออกลาดตระเวนเข้มงวดเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน บริเวณหมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายและหญิงสูงวัยคู่หนึ่งมีท่าทางพิรุธ เดินลัดเลาะออกมาจากป่าละเมาะริมชายแดน มุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่งประเทศไทย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองเป็นคนไทย ทราบชื่อคือ นายสมบูรณ์ อายุ 65 ปี ชาวเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และ น.ส.สุรัตน์ อายุ 69 ปี ชาวเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทาง (Passport) ได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวน

ทั้งคู่ให้การรับสารภาพว่า เป็นสามีภรรยากัน เดิมประกอบอาชีพรับจ้างในศูนย์อาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีรายได้เพียงเดือนละประมาณ 5,000-6,000 บาท กระทั่งปี 2565 ต้องการสร้างฐานะ จึงตัดสินใจเดินทางไปเปิดร้านอาหารตามสั่งและร้านข้าวแกงในจังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แม้หนังสือเดินทางจะหมดอายุแล้วก็ตาม โดยว่าจ้างผู้นำพาชาวกัมพูชาลักลอบพาข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ เสียค่าใช้จ่ายคนละ 5,000 บาท

ทั้งสองเปิดร้านอาหารและเช่าบ้านพักอยู่ใน จ.เสียมราฐ ช่วงแรกกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 หลังทางการกัมพูชาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา ลูกค้าหายไปอย่างมาก ทำให้ร้านประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก รายได้ไม่เพียงพอจ่ายค่าเช่าบ้าน

เมื่อไม่สามารถประคองกิจการต่อไปได้ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย โดยว่าจ้างขบวนการลักลอบนำพาข้ามแดนอีกครั้งในราคาคนละ 7,500 บาท ซึ่งตกลงชำระเงินเมื่อเดินทางถึงฝั่งไทย

จากนั้นทั้งสองนั่งรถสามล้อจากเมืองปอยเปต ก่อนเดินเท้าลัดเลาะตามป่าเพื่อข้ามชายแดนเข้าประเทศไทย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานตรวจพบและจับกุมได้เสียก่อน ขณะที่ผู้นำพาชาวกัมพูชาอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีกลับข้ามชายแดนไปได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้จัดทำบันทึกประวัติ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย พร้อมขยายผลติดตามตัวผู้นำพาที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป.