พญ.เพ็ญประไพ หงษ์ศรีสุวรรณ์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายว่า “ภายในลำไส้ของมนุษย์มีจุลินทรีย์จำนวนมหาศาลอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และชนิดที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย”


GUT Microbiome จุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ

GUT Microbiome หรือ ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ คือ กลุ่มแบคทีเรียและจุลินทรีย์สุขภาพที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเฉพาะบุคคล ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ลำไส้ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่ร่างกายต้องสัมผัสกับสิ่งภายนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา หรือเชื้อโรค ทำให้บริเวณทางเดินอาหารมีเซลล์ภูมิคุ้มกันกระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่จุลินทรีย์ในลำไส้จะช่วยคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์ และช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย

“เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้อยู่ในภาวะสมดุล ร่างกายจะสามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม แต่หากเกิดภาวะเสียสมดุล อาจนำไปสู่การอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง และส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน” พญ.เพ็ญประไพ อธิบายถึงความสำคัญของสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้


ลำไส้ ไม่ได้เชื่อมโยงแค่ระบบขับถ่าย

นอกจากบทบาทด้านการย่อยอาหารแล้ว ปัจจุบันแพทย์ยังพบว่า “ลำไส้” มีความเชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สมองที่ 2” ของร่างกาย

ภายในลำไส้มีระบบประสาทเฉพาะของตัวเอง สามารถสื่อสารกับสมองผ่านเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ได้โดยตรง จุลินทรีย์ในลำไส้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสารสื่อประสาทบางชนิดที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความเครียด และคุณภาพการนอน

พญ.เพ็ญประไพ อธิบายเพิ่มเติมว่า “เมื่อสุขภาพลำไส้เสียสมดุล อาจส่งผลต่อความรู้สึกอ่อนเพลีย สมาธิลดลง นอนหลับไม่สนิท หรือเกิดภาวะสมองล้าได้ในบางคน เพราะระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน”


เช็กสัญญาณเตือนว่า สุขภาพลำไส้ของคุณอาจกำลังมีปัญหา

แม้ความผิดปกติของจุลินทรีย์ในลำไส้จะไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนผ่านอาการใกล้ตัวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น

  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • มีแก๊สมากผิดปกติ
  • ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย
  • อ่อนเพลียง่าย
  • ผื่นผิวหนังหรือสิวอักเสบ
  • ภูมิแพ้กำเริบซ้ำ
  • นอนหลับไม่เต็มอิ่ม

อาการเหล่านี้อาจสะท้อนว่า สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้กำลังเปลี่ยนแปลง และเริ่มส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในภาพรวม


การดูแลสุขภาพลำไส้ เริ่มต้นได้จากพฤติกรรมประจำวัน

การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถเริ่มต้นได้จากการดูแลสุขภาพพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจรบกวนสมดุลของไมโครไบโอม เช่น อาหารแปรรูป น้ำตาลสูง ความเครียดสะสม รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

“หลายคนหันมารับประทานโพรไบโอติกเพื่อดูแลลำไส้ แต่ในความเป็นจริง จุลินทรีย์ของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกเสริมโดยไม่มีข้อมูลที่เหมาะสมอาจไม่ตอบโจทย์สุขภาพของทุกคน” พญ.เพ็ญประไพ กล่าวถึงสิ่งสำคัญในการเลือกชนิดของโพรไบโอติกให้เหมาะกับสุขภาพ


การตรวจ GUT Microbiome ช่วยให้ดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การตรวจวิเคราะห์ GUT Microbiome เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะช่วยวิเคราะห์สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างละเอียด ผลตรวจสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งด้านการเลือกรับประทานอาหาร การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการเลือกแนวทางดูแลลำไส้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน

“แม้ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกัน แต่สาเหตุที่เกิดจากความไม่สมดุลในลำไส้อาจแตกต่างกัน การประเมินอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การดูแลสุขภาพมีความเฉพาะเจาะจง และตรงจุดขึ้น” พญ.เพ็ญประไพ กล่าวทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า สุขภาพลำไส้ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว เพราะเมื่อสมดุลภายในลำไส้ดีขึ้น ระบบต่าง ๆ ของร่างกายก็มีแนวโน้มกลับมาทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ