เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 69 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. สั่งการด่วนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีน้ำทะเลมีสีดำคล้ำและมีกลิ่นผิดปกติ บริเวณปากคลองซากหมาก-อ่าวประดู่ จ.ระยอง หลังประชาชนและนักท่องเที่ยวแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล พร้อมกำชับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและหาแนวทางป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดจากสภาพคลื่นลมในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผลให้ตะกอนดินเลนสีดำบริเวณก้นทะเลถูกกวนฟุ้งขึ้นสู่ผิวน้ำ ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และเกิดกลิ่นจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ในชั้นตะกอนใต้ทะเล

รายงานด้านสมุทรศาสตร์ระบุว่า พื้นที่ปากคลองซากหมาก-อ่าวประดู่ มีลักษณะเป็นอ่าวกึ่งปิด ทำให้การหมุนเวียนและถ่ายเทมวลน้ำเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัด อีกทั้งยังเป็นจุดรองรับน้ำไหลบ่าจากแผ่นดินผ่านคลองตากวนและคลองซากหมาก ซึ่งพัดพาตะกอนแขวนลอย รวมถึงอินทรียวัตถุจากกิจกรรมชุมชนและภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง จนสะสมบริเวณก้นอ่าวมาเป็นเวลานาน
เจ้าหน้าที่อธิบายว่า เมื่อตะกอนดังกล่าวอยู่ในสภาวะออกซิเจนต่ำเป็นเวลานาน จะเกิดเป็นดินเลนสีดำและอาจมีการสะสมของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นคล้ายไข่เน่า เมื่อคลื่นลมแรงขึ้น ตะกอนจึงถูกกวนขึ้นมาปะปนในมวลน้ำ เกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลสีดำคล้ำในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

สำหรับผลกระทบในระยะสั้น เจ้าหน้าที่กังวลต่อสัตว์หน้าดินและสัตว์น้ำชายฝั่งที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเล อาทิ หอยสองฝา ปู ไส้เดือนทะเล และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ เนื่องจากตะกอนที่ฟุ้งกระจายอาจปกคลุมแหล่งอาศัย อุดตันระบบกรองอาหาร และกระทบต่อการหายใจของสัตว์น้ำ
นอกจากนี้ สารอินทรีย์ที่ถูกกวนขึ้นมาจากก้นทะเล อาจเร่งกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ ส่งผลให้มีการใช้ออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าออกซิเจนละลายน้ำลดต่ำลงในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะชนิดที่เคลื่อนที่ได้ช้า
ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ แนวปะการังบริเวณเกาะสะเก็ด ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2.6 กิโลเมตร และแหล่งหญ้าทะเลบริเวณหาดพลา ระยะทางประมาณ 17.5 กิโลเมตร โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามคุณภาพน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดมาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อไป.



