กรณี “รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำและผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอ “The Eye” หรือเกาะวงกลมลึกลับในจังหวัดปทุมธานี พร้อมชี้ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่คาดว่าก่อตัวขึ้น หลังวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยมีลักษณะเป็นเกาะพืชน้ำที่ลอยและหมุนวนอย่างช้าๆ จนเสียดสีกับตลิ่งเกิดเป็นรูปทรงกลมสมบูรณ์แบบคล้ายกับเกาะ El Ojo ในประเทศอาร์เจนตินา ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
อ่านข่าวต่อ : ฮือฮา! พบ “เกาะดวงตาเมืองไทย” กลางปทุมธานี รูปทรงวงกลมปริศนาคล้าย El Ojo แห่งอาร์เจนตินา
จากกรณีดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. “สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)” หรือ GISTDA ได้ออกมาอธิบายกรณีเกาะวงกลมลึกลับที่ปทุมธานี พร้อมระบุข้อความว่า “โซเชียลตั้งคำถามปริศนาเกาะวงกลมลึกลับ ปทุมธานี ธรรมชาติรังสรรค์ หรือ ฝีมือมนุษย์ซ่อนเร้น จากกรณีที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ เกาะวงกลมปริศนา หรือที่เริ่มมีคนเรียกว่าดวงตาเมืองไทย บริเวณใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเกาะ El Ojo ในอาร์เจนตินานั้น เราลองมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของสาเหตุการเกิดเกาะวงกลมนี้อาจเกิดจากอะไรได้บ้าง ซึ่งรูปทรงเกาะที่เป็นวงกลมเกือบสมบูรณ์แบบนี้ ถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ทั้งจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ครับ”

“ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (เทียบเคียงกับปรากฏการณ์ El Ojo) ที่มีความเป็นไปได้ คือ เกาะวัชพืชลอยน้ำที่หมุนได้ (Rotating Floating Island) ซึ่งเกาะ El Ojo ของจริงในอาร์เจนตินานั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่แผ่นดินที่ติดกับก้นบึ้ง แต่เป็น “แพวัชพืชและดิน” ที่ลอยตัวอยู่บนน้ำ เมื่อพื้นที่ตรงนั้นมีกระแสน้ำไหลเวียนวนอยู่ใต้น้ำ หรือมีกระแสลมพัดสม่ำเสมอ จะทำให้แพวัชพืชนี้ “หมุนรอบตัวเอง” อย่างช้าๆ ตลอดเวลา การหมุนนี้ทำให้ขอบเกาะเสียดสีกับตลิ่งรอบนอกไปเรื่อยๆ จนถูกขัดเกลาให้กลายเป็นรูปวงกลมสมบูรณ์ทั้งตัวเกาะและแอ่งน้ำรอบๆ พื้นที่ปทุมธานีเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและมีวัชพืชน้ำหนาแน่น จึงมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีที่จะเกิดแพวัชพืชหรือเกาะดินขนาด 100 เมตรที่ขาดออกจากฝั่งและหมุนจนกลมในลักษณะเดียวกัน”
“ทะเลสาบรูปแอก (Oxbow Lake) คือ พื้นที่ปทุมธานี อยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งมีแม่น้ำคดเคี้ยว เมื่อเวลาผ่านไป กระแสน้ำอาจกัดเซาะและเปลี่ยนทิศทางจนตัดขาดทางน้ำเดิม เกิดเป็นเกาะหรือร่องน้ำโค้งที่ถูกทิ้งร้าง แม้ว่าโดยปกติจะไม่ได้มีรูปทรงเป็นวงกลมเป๊ะๆ แต่สภาพตะกอนทับถมในอดีตก็อาจทิ้งร่องรอยพื้นที่ตรงกลางที่กลมมนไว้ได้”
“เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต (Anthropogenic Activity) อาจจะเป็นร่องรอยเกษตรกรรม หรือการจัดการที่ดิน นี่คือสมมติฐานที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากในบริบทของประเทศไทย พื้นที่ปทุมธานีมีการทำเกษตรกรรม การขุดบ่อเลี้ยงปลา การทำร่องสวน หรือการขุดแก้มลิงมานาน พื้นที่นี้อาจเคยเป็นพื้นที่ที่มีการจงใจขุดร่องน้ำล้อมรอบเป็นวงกลม (เช่น โคกหนองนา สระน้ำโบราณ หรือบ่อขุดเพื่อการเกษตร/อุตสาหกรรม) เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีและถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน พืชพรรณตามธรรมชาติจึงขึ้นปกคลุมจนแน่นทึบ ทำให้เมื่อมองจากมุมสูงดูเหมือนเกาะลึกลับกลางป่า”
โดยข้อมูล GISTDA จะมีภาพนี้หรือไม่? และจะช่วยไขปริศนาได้อย่างไร
สำหรับ GISTDA มีภาพของพื้นที่ตรงนี้อย่างแน่นอน ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 เห็นพื้นที่บริเวณดังกล่าวจริง แม้ว่าประเด็นนี้จะเพิ่งเป็นข่าวไวรัล และ GISTDA อาจจะยังไม่ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ออกมาอย่างเป็นทางการในทันที แต่ฐานข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมของ GISTDA (และพันธมิตรระดับโลก) มีการบันทึกภาพครอบคลุมประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือ “กุญแจสำคัญ” ในการวิเคราะห์หาความจริง ดูการเปลี่ยนแปลงย้อนหลัง (Time-Series Satellite Imagery) วิธีนี้จะให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด หากมีการดึงภาพจากดาวเทียมย้อนหลัง (Historical imagery) มาดู หากภาพในอดีตพบว่าที่ตรงนี้เคยเป็นที่นาปกติ แล้วจู่ๆ ก็มีรอยขุดด้วยเครื่องจักรจนเป็นวงกลม ก็ฟันธงได้ว่าเป็น “ฝีมือมนุษย์” แต่หากภาพย้อนหลังชี้ว่าพื้นที่นี้ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างจากทรงเรขาคณิตที่ไม่แน่นอน แล้วถูกธรรมชาติขัดเกลาจนกลมขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสนับสนุนทฤษฎี “ธรรมชาติสร้าง”
“การวิเคราะห์การเคลื่อนที่ (Motion Tracking) โดยความพิเศษของเกาะ El Ojo ที่อาร์เจนตินา คือ มันขยับได้ หากนำภาพถ่ายจากดาวเทียมในแต่ละช่วงเวลามาเทียบกัน แล้วพบว่าเกาะที่ปทุมธานีมีการเลื่อนตำแหน่งชิดขอบแอ่งน้ำฝั่งซ้ายที ขวาที ไม่ได้อยู่ตรงกลางจุดเดิมตลอด นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเป็น “เกาะลอยน้ำตามธรรมชาติ” (Floating Island)”
ทั้งนี้ “ภาพถ่ายความละเอียดสูง (High-Resolution Imagery) โดยปัจจุบันดาวเทียมสำรวจโลกดวงใหม่ของไทยอย่าง THEOS-2 มีความละเอียดภาพสูงถึงระดับ 50 เซนติเมตร GISTDA สามารถสั่งถ่ายภาพเจาะจงบริเวณนี้เพื่อซูมดูพื้นผิวว่า มีร่องรอยของเศษซากสิ่งก่อสร้าง หรือมีโครงสร้างที่บอกว่าเป็นฝีมือมนุษย์ซ่อนอยู่ใต้เงาต้นไม้หรือไม่ และจากการลงพื้นที่จริงด้วยการบินถ่ายภาพจากโดรนวันที่ 8 มิถุนายน 2569 พบว่า พื้นที่ดังกล่าว เป็นเกาะวัชพืชลอยน้ำที่หมุนได้ (Rotating Floating Island) ที่หมุนรอบตัวเอง อย่างช้าๆ ตลอดเวลา ทำให้กลายเป็นวงกลม ซึ่งถือเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตามวิถีธรรมชาติ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)



