ภาพรวมโครงการ

TH-AI Passport คือโครงการที่มอบ “สิทธิการใช้งาน” ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโมเดล Pro/Premium ให้คนไทย ควบคู่ไปกับระบบการเรียนรู้ (LMS) เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้าน AI (Al Literacy) ในวงกว้าง โดยรวมโมเดล AI ชั้นนำของโลกและของไทย 30 โมเดล จาก 14 ค่าย ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ภายใต้แนวคิด Learn to Eam คือ เรียนรู้ ทำภารกิจ สะสมเครดิต และนำเครดิตไปใช้งานจริง

สรุปครบ 7 ประเด็น

1. ปลดล็อกข้อครหา “เอาของฟรีมาขายรัฐ”

  • มิติแห่งความคุ้มค่าระดับพรีเมียม: กระทรวงดีอีเน้นย้ำว่า สิ่งที่นำมาให้คนไทยใช้ไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่มีข้อจำกัด แต่เป็นเทคโนโลยีระดับ Pro และ Advanced Generative AI รวม 30 โมเดล จาก 14 ค่ายชั้นนำของโลก (เช่น OpenAI, Google, Microsoft) ซึ่งปกติมีค่าบริการรายเดือนที่สูงมาก
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี: เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และ SME ที่ไม่มีกำลังทรัพย์ สามารถเข้าถึงเครื่องมือทำมาหากินระดับโลกได้ฟรี เท่าเทียมกับคนที่มีฐานะ ถือเป็นการทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. ความคุ้มค่างบประมาณด้วยระบบ ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

  • การบริหารเงินภาษีอย่างชาญฉลาด: ดีอีชี้ให้เห็นว่า ข้อดีของการใช้กลไกการบริหารสัญญาปรับสู่ระบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay per Use / Active User) จะช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมหาศาล
  • หากโควตาไหนไม่มีการใช้งานจริง รัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน ทำให้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์

3. ปริมาณ Token ใน TOR

  • จัดสรรเพื่อการใช้งานจริง: ในมุมของดีอี การออกแบบปริมาณ Token ใน TOR นั้น ผ่านการคำนวณมาเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานเพื่อการพัฒนาทักษะและการทำงานจริง ไม่ใช่แค่ลองเล่นขำๆ
  • การรวมศูนย์โมเดลที่หลากหลายไว้ในที่เดียว ยิ่งช่วยให้ผู้ใช้สลับปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้เหมาะกับปริมาณ Token และประเภทของงาน (เช่น งานเขียน งานโค้ด งานวิเคราะห์) ได้อย่างยืดหยุ่นและคุ้มค่าที่สุด

4. ไม่ใช่แค่แจก AI แต่คือการสร้างทักษะและความฉลาดรู้ด้าน AI

  • เปลี่ยนประชาชนจาก “ผู้เสพ” เป็น “ผู้สร้าง”: นี่คือ Highlight สำคัญที่ฝั่งดีอีภูมิใจนำเสนอ ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” โครงการนี้มีหลักสูตรอัปสกิลกว่า 130 หลักสูตร เพื่อปั้นให้คนไทยเป็น “คนฉลาดใช้ AI” (AI Literacy)
  • เป้าหมายคือการดันอัตราการเข้าถึง AI (AI Diffusion) ของประเทศพุ่งสู่ 23% ช่วยเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย และขับเคลื่อน GDP ของประเทศผ่านทักษะยุคใหม่

5. ความพร้อมของระบบและการรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

  • โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่มั่นคง: ดีอีและทีมพัฒนาสร้างความมั่นใจว่า ระบบ Unified Platform นี้ใช้สถาปัตยกรรมไอทีที่ทันสมัย มีระบบกระจายโหลด (Payload) และการจัดการทรัพยากรแบบไดนามิก
  • รองรับคน 5 ล้านคนได้อย่างลื่นไหล ไม่ล่ม เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด (User Experience) ให้กับประชาชนตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

6. Data Privacy & Local Hosting

  • ความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Sovereignty & Privacy): ดีอีให้ความมั่นใจกับประชาชน 100% ว่าข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติการพิมพ์ (Prompt) และ Log ทั้งหมด จะถูกจัดเก็บในไทย ภายใต้กฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด
  • ยิ่งไปกว่านั้น ดีอีได้ทำข้อตกลงพิเศษกับบิ๊กเทคระดับโลก ห้ามนำข้อมูลของคนไทยไปใช้เทรน AI ต่อเด็ดขาด และการยืนยันตัวตนจะทำในรูปแบบปกปิดตัวตน (Anonymous) ปลอดภัย สบายใจได้แน่นอน

7. ไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่คือการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ

  • การลงทุนที่งอกเงยในอนาคต: ดีอีชี้ว่าเมื่อหารเฉลี่ยแล้ว ตกคนละประมาณ 324 บาทต่อปี หรือแค่ 27 บาทต่อเดือน ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับการได้ “ทุนมนุษย์ที่พร้อมสำหรับอนาคต” (AI-Ready Workforce) 5 ล้านคนกลับคืนมาสู่ระบบเศรษฐกิจ
  • นอกจากนี้ ฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานในภาพรวม (ที่ไม่ระบุตัวตน) จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำไปพัฒนา Sovereign AI (AI ของคนไทย เพื่อคนไทย) ได้เองในระยะยาวอย่างยั่งยืน