เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 นายมานิตย์ อินทองปาน ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดตรัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคากุ้งในปัจจุบันว่า อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างหนัก หลังประเทศมาเลเซียปิดด่านไม่ให้นำเข้ากุ้งจากประเทศไทย ส่งผลให้ราคากุ้งตกต่ำมากและยังไม่มีผู้รับซื้อ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง
นายมานิตย์ กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ ตรัง สตูล สงขลา และนครศรีธรรมราช มีกุ้งประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ที่ส่งจำหน่ายไปยังประเทศมาเลเซีย แต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปิดด่านไม่รับกุ้งจากประเทศไทย ซึ่งเป็นการตอบโต้กรณีที่ไทยเข้มงวดในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย หลังตรวจพบสารต้องห้ามในปลากะพงบางส่วน และมีการกักตรวจเป็นเวลา 15 วัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผู้ส่งออกของมาเลเซีย ก่อนที่ทางการมาเลเซียจะตอบโต้ด้วยการระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากโดยปกติแม้ราคากุ้งจะปรับตัวลดลงเป็นประจำทุกปี แต่ยังมีตลาดรองรับและมีผู้รับซื้อ ทว่าปีนี้นอกจากราคาจะตกต่ำแล้ว ยังไม่มีผู้รับซื้ออีกด้วย จนปัญหาขยายวงกว้างกระทบผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ
ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดตรัง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งจำนวนมากต้องหยุดกิจการไปแล้วเกือบครึ่ง หรือประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่กล้าปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง เนื่องจากไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ตลาดในอนาคต ขณะที่การขอความช่วยเหลือจากภาครัฐยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แม้จะมีการยื่นหนังสือถึงหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว 2-3 ครั้ง
นอกจากนี้ ความพยายามในการเจรจาระหว่างไทยกับมาเลเซียยังไม่มีความคืบหน้า โดยเดิมมีกำหนดเจรจาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายมาเลเซียไม่เข้าร่วมเจรจา เนื่องจากมองว่ามีอำนาจต่อรองเหนือกว่า เพราะมูลค่าการค้าระหว่างกุ้งและปลากะพงมีความแตกต่างกัน

นายมานิตย์ ระบุว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมจำหน่ายกุ้งผ่านพ่อค้าแม่ค้าคนกลางเพื่อส่งออกไปยังมาเลเซีย เนื่องจากมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เกษตรกรได้รับเงินรวดเร็ว และพ่อค้าแม่ค้าสามารถดำเนินการได้สะดวก แต่เมื่อมาเลเซียปิดด่าน ส่งผลให้ตลาดหลักหายไปทันที
“ขณะนี้แพรับซื้อหลายแห่งแทบหยุดรับซื้อ เพราะไม่รู้จะนำกุ้งไปจำหน่ายที่ไหน ตัวอย่างเช่น หากแพรับซื้อกุ้งมา 9 ตัน ห้องเย็นในจังหวัดสงขลารับได้เพียง 6 ตัน ส่วนอีก 3 ตันตามปกติจะส่งไปยังประเทศมาเลเซีย แต่เมื่อส่งไม่ได้ กุ้งส่วนที่เหลือก็ไม่มีตลาดรองรับ กลายเป็นปัญหาสะสมอย่างหนัก” นายมานิตย์ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาจไม่สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง เนื่องจากมีการประเมินว่ามีกุ้งได้รับผลกระทบเพียง 100 ตัน ทั้งที่ในความเป็นจริงปริมาณกุ้งที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนหลายพันตัน โดยกุ้ง 100 ตันนั้นเป็นเพียงผลผลิตจากบ่อเลี้ยงไม่ถึง 10 บ่อเท่านั้น
สำหรับจังหวัดตรัง ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงกุ้งประมาณ 260 ราย ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งหมด จากเดิมที่เคยมีผู้เลี้ยงมากกว่า 500 ราย สะท้อนให้เห็นถึงการหดตัวของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มลดลงอีก หากภาครัฐยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน
นายมานิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นทิศทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงทุกวัน โดยแต่ละบ่ออาจขาดทุนตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 1 ล้านบาท ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และอาจทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเลิกกิจการในที่สุด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามหนักกว่านี้.



