การเดินทางเยือนครั้งนี้ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรก นับตั้งแต่พล.อ. มิน อ่อง หล่าย เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อเดือนเม.ย. สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเมียนมาในการปรับดุลอำนาจทางการทูตท่ามกลางสภาวะกดดันจากภายนอก

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การหันหาอินเดียเพื่อละทิ้งจีน แต่เป็นกลยุทธ์การทูตคู่ขนานที่จงใจรักษาปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งสองประเทศไปพร้อมกัน เพื่อสร้างพื้นที่หายใจทางการทูตและเศรษฐกิจ ในส่วนของอินเดีย การเปิดต้อนรับผู้นำเมียนมาสะท้อนถึงนโยบายปฏิสัมพันธ์แบบคำนวณผลอย่างระมัดระวัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์เฉพาะหน้าด้านความมั่นคงและการเชื่อมต่อชายแดนที่มีนัยสำคัญ

ผู้นำเมียนมาเริ่มต้นภารกิจครั้งนี้ ด้วยการเดินทางด้วยการจาริกแสวงบุญที่พุทธคยา ในรัฐพิหาร เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความผูกพันทางพุทธศาสนานิกายเถรวาทในระดับประชาชน ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พล.ต.อ.โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เคยปฏิบัติในการเยือนอินเดีย เพื่อสร้างความชอบธรรมในระดับสัญลักษณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 1 มิ.ย. ประธานาธิบดีเมียนมาได้รับการต้อนรับจากนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย และประธานาธิบดีทรุปาที เมอร์มู ตลอดจนคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของอินเดีย เพื่อเจรจาความร่วมมือในหลายด้าน

ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนร่วมทางบกที่ยาวกว่า 1,643 กิโลเมตร เป็นประเด็นหลักของการเจรจาในครั้งนี้ รัฐบาลอินเดียแสดงความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธจากภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งใช้แนวชายแดนในฝั่งเมียนมาเป็นแหล่งกบดาน รวมถึงปัญหาขบวนการค้ายาเสพติดและภัยคุกคามจากโดรนข้ามพรมแดน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ให้คำมั่นสัญญากับอินเดียว่า จะไม่ยินยอมให้ดินแดนของเมียนมาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการที่เป็นภัยต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของอินเดียอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงที่จะพยายามรักษากลไกจัดการชายแดนร่วมในรัฐมณีปุระและรัฐมิโซรัม ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความไม่สงบและการไหลบ่าของผู้อพยพ นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมความร่วมมือในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์ในเมียนมา ซึ่งมีรายงานว่าอินเดียได้ช่วยส่งกลับพลเมืองของตนไปแล้วกว่า 2,400 คน และยังมีผู้ติดค้างอยู่อีกราว 150 คน

ในด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาท้องถิ่น อินเดียมีเป้าหมายที่จะขยายอิทธิพลเชิงบวกในระยะยาวผ่านโครงการพัฒนาชุมชนขนาดเล็ก ในรัฐชายแดนเมียนมาที่ติดกับอินเดีย ทั้งในมิติด้านสาธารณสุขและการศึกษา พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมผลักดันระบบการชำระเงินตรงสกุลรูปี-จ๊าด ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและบรรเทาความเสี่ยงจากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สภาวะสงครามและความขัดแย้งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน อินเดียประกาศขยายความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการศึกษา ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทุนการศึกษาของสภาเพื่อความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมแห่งอินเดียภายใต้กรอบแม่โขง-คงคา แก่นักเรียนเมียนมาจากเดิม 36 ทุน เป็น 100 ทุน เริ่มตั้งแต่ปี 2569 เพื่อส่งเสริมสายสัมพันธ์ระดับประชาชนในอนาคต

การต้อนรับผู้นำเมียนมาโดยอินเดียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “สัจนิยมเชิงปฏิบัติ” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ อินเดียตระหนักดีว่า การเพิกเฉยหรือโดดเดี่ยวรัฐบาลเมียนมาจะไม่สามารถช่วยนำพาความสงบสุขหรือประชาธิปไตยกลับคืนมาได้ แต่จะผลักดันให้เมียนมาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนเพียงฝ่ายเดียว การสร้างปฏิสัมพันธ์และการรักษาระดับความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง ในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญของอินเดียในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และประคับประคองเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคชายแดนให้มั่นคงต่อไป.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS