…รู้หรือไม่! ก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในอ่าวไทย มีศักยภาพ และมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะนำไปเป็นแค่เชื้อเพลิงเผาไหม้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงทั้งด้านความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย การรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพให้ประชาชน และการสร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อพูดถึง “ก๊าซธรรมชาติ” เชื่อว่า ภาพของคนส่วนใหญ่จะนึกถึงสิ่งที่อยู่ใต้พิภพ ถูกขุดขึ้นมาผลิตไฟฟ้า แต่ถ้ารู้ให้ลึก รู้ให้จริง ต้องอธิบายให้เห็นภาพว่า ก๊าซธรรมชาติ เป็นส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน มีส่วนประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด เช่น มีเทน, อีเทน , โพรเพน , บิวเทน ก๊าซธรรมชาติแต่ละแหล่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไป แล้วแต่พื้นที่
ก๊าซต่างๆ เหล่านี้มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องรู้?
ก๊าซธรรมชาติ มี 2 ประเภทหลัก
- ก๊าซแห้ง (Dry Gas) เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป เหมาะใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล
- ก๊าซเปียก (Wet Gas) นอกจากจะมีเทนแล้ว ยังมีอีเทน , โพรเพน , บิวเทน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว
และถือเป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่มีก๊าซเปียกซ่อนอยู่ในอ่าวไทย ไม่ได้มีเพียงก๊าซมีเทน ที่ทำหน้าที่เป็นแค่เชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่มีมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่มากมาย เป็นวัตถุดิบตั้งต้น “ชั้นยอด” ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกต้องการ! จึงทำให้ประเทศไทยต้องจัดตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่นำไปแค่เผาผลิตไฟฟ้า ถือเป็นการลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
เปรียบเทียบให้เห็นชัด ก็เหมือน “เจอไม้สักทอง แต่ดันเอาไปเผาทำแค่ฟืนเท่านั้น” ทั้งที่ไม้สักทองนี้ สามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าได้อีกหลายเท่าตัว ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็เช่นกัน … ถ้านำไปผลิตไฟฟ้าโดยตรงเท่านั้น ก็เหมือนนำสินค้ามูลค่าสูงไปเผาทิ้ง เป็นการเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย !!
ก๊าซธรรมชาติ มี 2 ประเภทหลัก
- ก๊าซแห้ง (Dry Gas) เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป เหมาะใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล
- ก๊าซเปียก (Wet Gas) นอกจากจะมีเทนแล้ว ยังมีอีเทน , โพรเพน , บิวเทน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

ถ้าให้ขยายความประโยชน์ของสารแต่ละประเภท?
- มีเทน เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ (ก๊าซ NGV)
- อีเทน ใช้ผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกใส่แชมพู และเส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ
- โพรเพน ใช้ผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางในห้องเครื่องยนต์ หม้อแบตเตอรี่ กาว สารเพิ่มคุณภาพ และน้ำมันเครื่อง รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
- บิวเทน ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
- และบิวเทนเมื่อนำมาผสมกับโพรเพน เป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) ใช้ในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม และเชื้อเพลิงรถยนต์
- ก๊าซโซลีนธรรมชาติ เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลาย
สู่โรงแยกก๊าซสร้างมูลค่าเพิ่ม 10-25 เท่า
การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ แล้วส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10 – 25 เท่า ตามสายการผลิต เช่น ก๊าซธรรมชาติ / คอนเดนเสท / น้ำมัน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า 1 เท่า , อีเทน / แนฟทา / เชื้อเพลิง / น้ำมันหล่อลื่น เพิ่มขึ้น 3 เท่า , โอเลฟินส์ / อะโรมาติกส์ / สไตรีน : เพิ่มขึ้น 5 เท่า , พลาสติกเรซินและเส้นใย : เพิ่มขึ้น 10 เท่า , สินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ ได้เพิ่มขึ้น 25 เท่า
ตัวเลขก้าวกระโดดที่เห็น ชี้ชัดการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการ “คัดแยก“ นั้น สร้างประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่านำไป “เผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว“ เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ให้มูลค่าเพียง 1 เท่า
เพราะฉะนั้นการทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่า “ถูกใจ” บางกลุ่ม จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ หลายๆ ครั้งมีการบิดเบือนข้อมูล “ก๊าซธรรมชาติ” ในอ่าวไทย ต้องนำมาผลิตไฟฟ้าเท่านั้น เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ เป็นการ “ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน” ข้อมูลทุกอย่างชัดเจนแล้ว การนำมาก๊าซธรรมชาติ มาแยกส่วน “นำมาใช้” ตามประโยชน์ ตามคุณสมบัติที่ควรจะเป็น สร้างประโยชน์มากกว่าแค่การนำไปเผาผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น



