เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เชิญประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรวม 8 สำนวน ประกอบด้วย คดีพิเศษที่ 59/2569 กรณีบริษัทน้ำมันฯ ใน จ.สุราษฏร์ธานี, คดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีบริษัทน้ำมันฯ ใน จ.อ่างทอง, คดีพิเศษที่ 80/2569-85/2569 กรณีบริษัทผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง และเรื่องสืบสวนที่ 43/2569 กรณีบริษัทเรือที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตร ล่องหนกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าและมีข้อสั่งการ
ด้าน กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เอกสารระบุใจความ ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 ให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 แล้วนั้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.69 เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าว โดยปัจจุบันมีคดีพิเศษภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าว จำนวน 8 คดี ประกอบด้วย คดีพิเศษที่ 59/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการไม่นำน้ำมันเชื้อเพลิงออกจำหน่าย เหตุเกิดพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, คดีพิเศษที่ 66/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง, คดีพิเศษที่ 80/2569 – คดีพิเศษที่ 85/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ได้มีผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 66/2569 (ความผิดเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง) มารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 1 ราย รวมมีผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีพิเศษดังกล่าวนี้ รวม 3 ราย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานต่อว่า ล่าสุดกรมธุรกิจพลังงานได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีพิเศษดังกล่าวเพิ่มเติมในความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการไม่รายงานปริมาณน้ำมัน และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีไม่รายงานการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงออกจากคลัง จำนวน 121 ครั้ง ซึ่งจะเร่งทำการสอบสวนต่อไป
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานด้วยว่า ส่วนคดีพิเศษที่ 80/2569 – 85/2569 ได้มีการออกหมายเรียกผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 จำนวน 6 ราย ที่มีหลักฐานออกใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 11 – 12 มิ.ย.69 ปรากฏว่ามีผู้รับมอบอำนาจจากผู้ต้องหา 1 รายมาขอรับทราบข้อกล่าวหาแทนผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงเป็นหนังสือแล้วว่าการรับทราบข้อกล่าวหาเป็นกระบวนการทางอาญาที่ผู้ต้องหาต้องมารับทราบด้วยตนเอง โดยมีบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการปฏิบัติเป็นการเฉพาะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 จึงไม่อาจมอบอำนาจมารับทราบข้อกล่าวหาแทนได้ และให้แจ้งผู้จัดการของนิติบุคคลที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 รายดังกล่าวมาพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ต้องหารายอื่นอีก 5 ราย ไม่ได้มาพบตามหมายเรียก โดยจะได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ต่อไป
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีคดีพิเศษที่ 59/2569 (กรณีคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี) และการสืบสวนในสำนวนสืบสวนที่ 43/2569 กรณีเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 99 เที่ยวเรือที่ขนส่งน้ำมันไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้กำชับให้ทำการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ในการพิจารณาพยานหลักฐาน ให้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำพยานหลักฐานมาชี้แจงพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อนมีความเห็นทางคดีเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนยุติการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไปเมื่อเวลา 16.00 น.



