เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 นายวิจิตร พาพลงาม นายอำเภอบ้านค่าย จ.ระยอง พร้อมด้วย น.อ.ณรงค์ชัย ภู่เจริญยศ หัวหน้ากลุ่มนโยบาย แผน และการข่าว กอ.รมน.จ.ระยอง นายพงศ์ธร สุภเวที ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอบ้านค่าย นายจักรกฤษณ์ แสงกุหลาบ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่า (รย.1) นายสรวิชญ์ เทียนเงิน หัวหน้าหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ (รย.2) เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดระยอง ฝ่ายปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน อส.อำเภอบ้านค่าย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่าย ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณเขาโหยด หมู่ 4 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีการนำรถแบ๊กโฮและเครื่องจักรกลหนักเข้าปรับพื้นที่บนภูเขาในลักษณะต้องสงสัยบุกรุกป่า

จากการตรวจสอบไม่พบผู้กระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ แต่พบร่องรอยการใช้เครื่องจักรกลหนักปรับหน้าดินและเปิดพื้นที่อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจวัดพื้นที่ พบความเสียหายประมาณ 5 ไร่ พร้อมบันทึกค่าพิกัดและจัดทำแผนที่ตำแหน่งอย่างละเอียด เพื่อส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดระยองเข้าตรวจสอบร่วมกันอีกครั้งว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวน หรือเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่รวมประมาณ 30 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่รกร้างและมีการฟื้นฟูปลูกต้นไม้เป็นป่าชุมชนต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี กระทั่งมีนายทุนรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายเข้ามาอ้างสิทธิครอบครอง โดยบางส่วนมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน และบางส่วนเป็นเอกสาร ส.ค.1 อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบในอดีตพบว่าพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับเขตป่าไม้ ส่งผลให้มีการดำเนินคดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยผู้ครอบครองถูกลงโทษจำคุก 2 ปี และศาลมีคำสั่งให้ยึดคืนพื้นที่ดังกล่าวกลับเป็นของรัฐ

แม้จะมีคำสั่งศาลแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังคงพบนายทุนรายเดิมเข้ามาปลูกทุเรียนและใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มเติมโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เคยเข้าจับกุมและดำเนินคดีมาแล้วอีก 1 ครั้ง

ล่าสุดจากการลงพื้นที่พบว่ามีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก จึงต้องเข้าตรวจสอบและเก็บพิกัดอย่างละเอียด เพื่อประสานสำนักงานที่ดินจังหวัดระยองตรวจสอบแนวเขตและเอกสารสิทธิอีกครั้ง หากพบว่าไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย และมีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ ก็จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านค่าย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านว่าเป็นพื้นที่ที่นายทุนรายหนึ่งอ้างสิทธิครอบครองมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ก็ตาม โดยล่าสุดยังมีการติดประกาศเพื่อขอออกโฉนดที่ดินจากเอกสารเดิม แต่ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ยื่นคัดค้านการออกเอกสารสิทธิดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่มีลักษณะทับซ้อนกับเขตป่าไม้ของรัฐ

ด้านเจ้าหน้าที่ป่าไม้ระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังมีการคัดค้านการออกเอกสารสิทธิ เจ้าของพื้นที่ได้มีการร้องเรียนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ แต่ป่าไม้ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ศาลมีคำสั่งให้ตรวจยึดคืนแก่รัฐแล้ว และการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเข้าตรวจสอบเป็นครั้งที่ 3 หลังพบความพยายามเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง