กลายเป็นดราม่าที่คนสนใจอย่างมากมายสำหรับพระเอกดัง “เขตต์ ฐานทัพ” ควงภรรยา “แนท ทักษญา” และทนายความ ตั้งโต๊ะแถลงปมดราม่าอมเงินอาร์ตทอย ยันความบริสุทธิ์ เคลียร์ใจจบกับบริษัทคู่สัญญาเรียบร้อยแล้ว แฉยับจุดเริ่มต้นปัญหาเกิดจากสินค้าหายไป 1,530 ชิ้น แต่อยู่ดีๆ กลับโดนกลุ่มคนเบื้องหลังที่เป็น “นายหน้ามืด” อ้างติดต่อไม่ได้-ขู่แขวนชื่อประจานลงเพจดัง ด้านพระเอกรุ่นใหญ่ลั่นทำงานมา 30 ปีไม่เคยเจออะไรแบบนี้


เขตต์ เผยว่า “สิ่งที่เขาขู่ผมคือเขาชวนผมไปออกรายการดัง เค้าถามผมว่าผมอยากออกรายการดังไหม ผมก็บอกไปว่าผมก็มีเบอร์พี่เจ้าของรายการนะ ผมก็โทรฯ คุยกันอยู่ ถามว่ามีการข่มขู่เป็นมูลค่าเงินไหม ก็ไม่เลยผมคิดว่าเขาเอาสะใจมากกว่า เค้าเคยคุยกับภรรยาผมว่าไปเช็กดูนะว่าฉันเนี่ยเป็นใคร เขาใช้คำนี้เลย จริงๆ แล้วระหว่างที่ดีลงานกับเขา เขาก็รู้จักกับพี่ๆ ของเราบางคน พี่ๆ ก็จะโทรฯ มาบอกว่าเออช่วยดูให้หน่อย ซึ่งเราก็เข้าใจแต่พอเราอธิบายเหตุผลไป พี่ๆ เหล่านั้นเขาก็รู้สึกว่าโอเคตามนั้นถูกแล้วไม่มีอะไรแต่เขาก็เป็นคนที่สามารถยกหูโทรฯ หาใครได้พอสมควรเหมือนกัน เราก็เลยมองว่านี่มันคือการขู่”

แนท เผยว่า “คือแรกๆ เขาเริ่มขู่มาตั้งแต่ช่วงต้นพฤษภาคม ก็จะมีบุคคลท่านอื่นๆ ที่ยกหูมาซึ่งแชตที่เค้าส่งมาในส่วนนี้ไม่ได้เป็นการแชตมาหาพี่แต่แชตไปหาบุคคลที่สามเพื่อให้บุคคลที่สามกลับมาคุยก็มีการข่มขู่มาระยะหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกๆ เรายังหัวเราะกันอยู่เลยว่าเค้าเป็นอะไร”

เขตต์ เผยว่า “เค้าเพี้ยนหรือเปล่าหรือเค้าบ้าเหรอ หนึ่งคือความถูกต้องก็ไม่ชัดเจน ข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด ยิ่งพอมารู้ทีหลังว่าเค้าไม่ใช่คนของบริษัทด้วยซ้ำ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทเลยคือเค้าจะเอาค่านายหน้า ผมว่าเค้าข่มขู่เป็นนิสัยตั้งแต่แรกที่เจอกันก็มีการพูดจาหรือใส่เสื้อบางหน่วยงานที่เราน่าจะไม่ใส่กัน เหมือนเค้าใส่มาเพื่ออวดว่าเขารู้จักคนนู่นนี่นั่น เราก็รู้สึกว่าคนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้อะไร”

แนท เผยต่อว่า “เราเข้าใจว่าเค้าเป็นคนในบริษัทยังคุยกับพนักงานเลย พนักงานที่ออฟฟิศเค้าก็มาแจ้งตลอดว่าคุยกับบริษัท บริษัทโอเคนะตกลงแล้วในตัวเลขนี้ เราก็ยังคุยกันอยู่ว่า เค้าเข้าใจแล้วแต่มีการข่มขู่มาจากอีกทางหนึ่ง ยังหันไปถามลูกน้องอยู่เลยว่าเราคุยกับผีหรือเปล่า ทำไมข้อมูลมันถึงไม่ค่อยตรงกัน ซึ่งเรามารู้ทีหลังจากตัวบริษัทเอง ซึ่งบริษัทก็ตกใจมากที่มีข่าวนี้ออกมาและเขาก็เสียใจมาก แล้วเค้ายังมาชวนทำธุรกิจต่อเนื่องกันอยู่เลย และขอบคุณมากที่ให้โอกาสเขาได้มาทำโปรเจกต์นี้ เราก็เลยรู้สึกว่าอย่างที่พี่บอกว่าเอาจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของบริษัทคู่สัญญาสองบริษัท ตัวเขตต์ ฐานทัพไม่ได้มีการเกี่ยวข้องอะไรเลย มันเป็นเรื่องของบริษัท ถามว่ารู้จักกับนายหน้าคนนี้ได้ยังไง คือพี่ได้รับการติดต่อมาจากสิทธิประโยชน์ค่ะ ว่าเค้าต้องการทำสินค้า Merchandise ทางสิทธิประโยชน์ก็มาติดต่อพี่ อีกอย่างที่เค้าไปออกรายการแล้วเป็นข้อเท็จอีกบอกว่าสินค้าที่เหลือในสต๊อกทางพี่จะเอาไปบริจาค ซึ่งทางพี่ไม่เคยเอาของของใครเลย ทุกวันนี้บางเจ้าขายหมด สินค้าบางชิ้นมีเหลือแล้วแต่แต่ละเจ้า สินค้าส่งคืนหมด ไม่มีการเก็บไม่มีสต๊อกไม่มีโกดังอะไรทั้งนั้น และตอนนี้ของทั้งหมดก็อยู่กับทางบริษัทไม่ได้อยู่กับทางพวกพี่เลย”

เขตต์ เผยว่า “แต่พอเรามีคนรู้จักก็เลยเอาเรามาแขวน เดี๋ยวข้อเท็จจริงเราไปเขียนให้ทีหลังแต่เราในฐานะคนที่มีคนรู้จักมันถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่โพสต์แรก ทุกวันนี้ใครจะอยากสร้างข่าวเท็จต่อว่าใครในโซเชียลในเพจในอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำได้แบบนี้เหรอ จริงๆขั้นตอนติดต่อเหมือนกันหมดทุกเจ้า คือจะต้องติดต่อไปทางสิทธิประโยชน์ก่อนแล้วเราก็มาดูแลต่อ”




