เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศ และผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน โดยข้อเสนอนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2563 จากการระดมสมองและจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอหัวข้อปัญหา/เทคโนโลยี จากกลุ่มผู้ป่วย ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป จากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกหัวข้อ ทบทวนวรรณกรรม ศึกษาข้อมูล และพิจารณาโดยคณะทำงานและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายชุด ก่อนเสนอให้บอร์ด สปสช. พิจารณาเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568

“หากนับตั้งแต่ข้อเสนอเข้าสู่ระบบในปี 2563 จนถึงมติบอร์ด สปสช. ในปี 2568 จะเห็นว่าใช้เวลากว่า 5 ปี และเป็นการดำเนินงานตามขั้นตอนปกติของระบบบัตรทอง ตั้งแต่การรับฟังข้อเสนอ การทบทวนหลักฐาน การหารือผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการตามกฎหมาย” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว

สำหรับกระบวนการจัดทำข้อเสนอ สปสช. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน อาทิ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย สมาคมเพศวิทยาคลินิก สมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสุขภาพคนข้ามเพศ

วัตถุประสงค์ของบริการนี้ไม่ใช่การเปิดให้ใช้ฮอร์โมนอย่างเสรี แต่เป็นการนำผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแล เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เอง ใช้ยาผิดวิธี หรือไม่ได้รับการติดตามผลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากยาและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ ต้องมีการให้คำปรึกษา ประเมินสุขภาพ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ จ่ายยาโดยหน่วยบริการที่มีความพร้อม และติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนไปใช้ยาเองนอกระบบโดยไม่มีการดูแลทางการแพทย์

บริการดังกล่าวจัดอยู่ในสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยมีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 20,000 คน ครอบคลุมบริการตามความจำเป็น ได้แก่ การให้คำปรึกษา การวินิจฉัย การประเมินสุขภาพ การตรวจข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน การจ่ายยาฮอร์โมน และการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนศักยภาพบริการฮอร์โมนสำหรับผู้รับบริการอายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว 17 หน่วย และอยู่ระหว่างรอพิจารณาศักยภาพอีก 4 หน่วย.