หลังจากรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศรื้อโครงสร้างค่าไฟใหม่ โดยเปิดประชาพิจารณ์จบไปแล้ว ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่า แนวทางการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางที่เหมาะสม หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะยุติแนวทางนี้ไว้ก่อน

“เราเองอาจจะคิดเร็วไป ผมฟังเสียงทุกคนด้วยความปรารถนาดี เราอยากลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟน้อย 200 หน่วยแรกบ้านอยู่อาศัย วิธีที่เร็วที่สุด เดิมทีระบบคนจนแบกคนรวย คนใช้ไฟน้อยไปแบกคนใช้ไฟเยอะ เราก็เลยจะเซฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท แต่ต้องไปชาร์จคนที่ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นให้แพงขึ้น ซึ่งเรตคำนวณออกมาที่รับฟังความคิดเห็นก็เกิน 5 บาท ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสะท้อนกลับมาว่าแบบเนี่ย 400 หน่วยขึ้นไปเขาเดือดร้อน หลายคนถึงใช้ไฟเยอะก็ไม่รวย เช่น บ้านของคนที่มีผู้อยู่อาศัยเยอะ”

“ส่วนนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมติดแผงโซลาร์ฯ เขาก็ไปติดไม่ทัน เพราะตอนนี้เรื่องแผงโซลาร์เราไปเต็บสูบ เรื่องลดขั้นตอนการอนุญาตให้ส่งเสริมการติดตั้ง แพ็กเกจกู้ลดดอกเบี้ยลดเงินดาวน์ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ถ้าผลิตไฟเกินจะรับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เดือน มิ.ย.นี้ทำแน่นอน เราก็ต้องให้เวลา 400-500 หน่วยขึ้นไปกว่าจะติดแผงโซลาร์ฯ เซฟค่าไฟต้องใช้เวลา ดังนั้นวิธีการให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป ปรับราคาค่าไฟฟ้าขึ้นแบบขั้นบันไดเพื่อมาเซฟ 200 หน่วยน่าจะมีปัญหาจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นมา เราก็ต้องมาคิดทบทวนใหม่”

รื้อ – เรื่องใหญ่โครงสร้างค่าไฟใหม่

ทั้งนี้ การจะปรับลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกสำหรับทุกคน จะต้องปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า ที่พูดกันมาตลอด เช่น

1.เรื่องของสัญญาทาสแอดเดอร์ (Adder) หรือ เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีมาตั้งแต่อดีต และบางส่วนเป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริง ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาเหล่านี้ ก็จะทำให้ค่าไฟลดลง

2.ปัญหาความสูญเสียในระบบทั้งหลาย ประชาชนไม่เคยทราบเลยว่า พวกไฟทางหลวงใช้หลอดไฟที่สิ้นเปลือง ซึ่งหากเปลี่ยนไปติดหลอด LED ที่ช่วยให้ประหยัด เพราะไฟหลวงเอามาบวกกับค่าไฟและคนที่ถูกชาร์จคือประชาชนผู้ใช้ไฟ เพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 สตางค์

3.พวกโรงไฟฟ้าที่ได้เงินฟรีๆ ในรูปแบบของค่าพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท และไม่มีการผลิตไฟ รวมไปถึงโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เดิมทีไปผลิตไฟให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อขายได้แล้วยังจะมาบังคับขายเข้าระบบไฟฟ้าอีกก็เป็นระบบที่มีมาต่อเนื่องยาวนาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งเรื่องนี้ได้เริ่มเดินเรื่องแล้ว และจะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในอีก 2 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีเพียงประเภทบ้านอยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจาก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดจะต้องเข้ามารับภาระตรงนี้ไป ซึ่งหากเข้ามาช่วยรับภาระและทำให้ระบบใช้ไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วไปส่งเสริมเรื่องการติดโซลาร์ฯ ในชุมชนปลายสายส่ง ใช้ประสิทธิภาพมากขึ้น

ค่าความพร้อมจ่ายเหล่านี้ต้องถูกดึงออกไปจากระบบลดลง พวกโรงไฟฟ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพและบังคับขายก็ขายให้กับ Data Center ทำ 3 เรื่องนี้ ซึ่งกำลังเร่งเดินหน้าเต็มที่ ทั้งหมดทำให้ประชาชนผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก หรืออาจจะมากกว่านั้น ได้ใช้ไฟ 3 บาทจริงๆ โดยที่ไม่ต้องผลักภาระให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเลย

เบรกใช้ไฟฐานใหม่ยังใช้ของเดิม

“ดังนั้น ระหว่างนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของประชาชน จะกลับไปใช้โมเดลเดิม (อัตราค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 2569) เฉลี่ยอยู่ 3.95 บาทต่อหน่วยไปก่อน โดยจะเร่งดำเนินการ 3 เรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ยังช่วยเหลืออยู่หากทำ 3 เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นแต่ยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่ผมกำลังดูอยู่ว่า เราอาจจะช่วยบางส่วนได้ก่อนเลย โดยใน 200 หน่วยแรกจะมีอยู่ 2 ส่วน มีผู้ที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย อันนี้อย่าคิดว่าไม่มี เพราะในส่วนของ 23 ล้านครัวเรือนในส่วนของบ้านอยู่อาศัย มีอยู่ประมาณ 15 ล้านครัวเรือน หรือ  2 ใน 3 ที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย นี่คือกลุ่มแรก ประมาณ 60% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านไม่มีแอร์ ใช้พัดลม และอยู่ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)”

จ่อขึ้นค่าไฟกลุ่มใช้เกินหมื่นบาท

ส่วนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วย แต่ก็ยังมีตามชุมชน บ้านที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย กับ กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกทุกคน ซึ่ง เราจะพิจารณาช่วยกลุ่มแรกก่อน โดยได้เจรจากับ 3 การไฟฟ้าฯ เพื่อที่จะเอาเงินส่วนหนึ่งมาช่วยค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วยก่อน ซึ่งใช้เงินไม่เยอะ และเอามาช่วยเดือนนี้ เดือนหน้าก่อนเลย แล้วพอไปเก็บเงินจาก Data Center มาได้ ลดจากแอดเดอร์ และโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งอาจใช้เวลา 4-5 เดือน ก็ค่อยเอามาคืน ก็ไม่ต้องรอชาติหน้า

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากในอนาคตจะเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก อาจพิจารณาผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 10,000 บาทขึ้นไป เช่น บ้านคณะรัฐมนตรีทั้งหลายก็ใช้ไฟแพงไปเลย แต่ผู้ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปยังไม่เหมาะสม ฉะนั้นการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดก็ต้องพักไว้ก่อน

โดย การช่วยเหลือผู้ใช้ไฟน้อย กลุ่มแรก ไม่เกิน 200 หน่วย ถ้าทำได้เร็วสุดจะมีผลภายในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่ง ขณะนี้ กกพ.กำลังรวบรวมสุดความคิดเห็นส่งมาที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ต้องการช่วยผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ก็นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภานในเดือน มิ.ย.นี้ หรือ ไม่เกินเดือน ก.ค.นี้

แนวโน้มค่าไฟลด

ทั้งนี้ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ ที่พระราชวังแวร์ซายส์ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 และรอลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ราคา LNG ปรับลดลง จากช่วงเกิดสงครามราคาขึ้นไป 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่ ล่าสุด ลดลงมาอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หมายความว่า ค่าไฟเฉลี่ยที่เดิมคำนวณอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย อีกไม่นานจะลดลงได้

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center เดิมต้องการใช้พลังงานสีเขียว ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การเปิดตลาดเสรีรับซื้อไฟฟ้าสะอาด รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ฉะนั้น ก็จะให้กลุ่ม Data Center ได้ซื้อไฟสะอาดให้โดยตรงก่อน เป็นการนำร่องทดสอบระบบโดยที่ต้องเสียค่าบริการสายส่งไฟฟ้า ก็จะเปิดนำร่องและมีเกณฑ์กำหนดให้ต้องเดินตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่รอมา 8 ปี ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้ต้องคลอดออกมาให้ได้ ซึ่งมีเกณฑ์ว่า ถ้าจะเดินหน้าไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ใน 25 ปี จะต้องมีไฟสะอาดในสัดส่วนเท่าไหร่ เช่น ต้องมีไฟสะอาด 58% เป็นต้น ทาง Data Center ก็ต้องเดินให้ได้ตามนี้ ถ้าเขาเดินช้ากว่านี้ภาระก็ตกมาอยู่ที่เรา แต่ถ้าเขาเดินตามนี้เขาก็ไปหาซื้อไฟฟ้าเอง แต่ส่วนไฟหลวงซึ่งไม่ใช่ไฟสะอาด 100% แต่จะเป็นไฟสำรองในเบื้องต้นก็ต้องซื้อผ่านรัฐ ซึ่งในส่วนตรงนี้จะต้องเอาภาระจากทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว คือ ค่าแอดเดอร์ ค่าความสูญเสียในระบบทั้งหลาย ค่า AP และต้นทุนนำเข้า LNG มาบวกรวมในส่วนนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรฐาน

“ตอนนี้กลุ่ม Data Center เขาอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะ Data Center ที่ตะวันออกกลางมีปัญหา ใช้ไฟถูกจริง แต่ปัญหาคือโดนระเบิด มาที่ภูมิภาคเราเนี่ย ที่ท่านนายกฯ บินไปเวียดนาม บินไปฟิลิปปินส์ ผมไปด้วยเนี่ย ไม่ได้ไปนั่งจิบกาแฟเฉยๆ ผมก็ไปคุยในกลุ่มภูมิภาคว่า เราอย่าคัดกันเอง เราอย่าแข่งกันตาย เดี๋ยวพอเราบอกว่าเราขึ้นค่าไฟให้ Data Center เกิดเวียดนามบอกงั้นเราขายไฟถูกให้ ก็ไปเวียดนามกันหมด ตอนนี้คุยกันว่าอย่าแข่งกันตาย เราเซตเกณฑ์มาตรฐานที่คุยกันแล้วเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับพวกเราว่าพวกนี้ถ้ามาเขาต้องรับผิดชอบค่าไฟเท่าไหร่ที่ไม่เป็นภาระให้กับประชาชนกับอุตสาหกรรมเดิม และก็เป็นประโยชน์ที่ประเทศเราควรได้รับจาก Data Center ควรจะมีอะไรบ้าง ถ้าไม่คุยไว้ให้ดีของแบบนี้มันดาบสองคม จะดีก็ได้ จะไม่ดีก็ได้ ก็อยู่ที่จะเจรจาเงื่อนไขผูกไว้อย่างไร และประเทศไทยไฟฟ้ามีความเสถียรมาก โครงข่ายแข็งแรง”

ที่คนไทยใช้ไฟแพง ส่วนหนึ่งมาจากแผนพลังงานเดิม คาดการณ์ใช้ไฟสูงเกินไป เราใช้แค่ 30,000 เมกะวัตต์ แต่ผลิตถึง 50,000 เมกะวัตต์ ก็มีส่วนต่างสำรองไฟฟ้าสูงเกิน 30-40% ซึ่งส่วนนี้บางประเทศมีกำหนดว่า ถ้าเขาจะมาต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าเอง ซึ่งผมยังไม่เห็นด้วยกับการไปสร้างโรงไฟฟ้าเอง แต่เรามีไฟสำรองส่วนนี้ที่พร้อมจะจ่ายให้เขาในทันที ถ้าเขารับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมได้ กับอีกส่วนต้องสำรองล่วงหน้ามาก่อน เดี๋ยวผมเอาเงินมาพัฒนาโครงข่าย พัฒนาการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ไฟถูกลง เราก็ต้องทำแบบนี้ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เวียนไปเจรจากับทุกฝ่ายแล้ว ทั้ง BOI , 3 การไฟฟ้า, กกพ. และ ฝั่งน้ำ สทนช. และก็จะคุยกับชลประทาน พยายามเคลียร์ทุกฝ่าย