เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายชยพล สท้อนดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกรณีตรวจสอบอาวุธปืน M16 ของกองทัพเรือ (ทร.) หลุดรอดไปใช้ก่อเหตุในคดีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยระบุว่า กมธ. ได้เชิญผู้แทนกองทัพเรือ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าร่วมรับฟังและชี้แจงข้อเท็จจริง โดยทางกองทัพเรืออ้างว่า ปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนในความควบคุมของ ทร. ซึ่งได้เข้าสู่กระบวนการจำหน่ายและทำลายตามระเบียบอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ยืนยันไม่มีทางหลุดรอดออกไปได้อย่างแน่นอน
นายชยพล กล่าวต่อว่า ตนจึงนำเอกสารหลักฐานมาเปิดเผยให้สังคมเห็น โดยในสำนวนระบุชัดเจนว่า อาวุธปืน M16 ที่ใช้ก่อเหตุลอบสังหารมี 2 กระบอก หมายเลขซีเรียลนัมเบอร์ 234098 และ 8122935 เมื่อตรวจสอบกับเอกสารของกองทัพเรือพบว่า ปืนทั้ง 2 กระบอกนี้ อยู่ในลอตปืนจำนวน 41 กระบอก ที่ ทร. ระบุในบัญชีว่า ได้ทำการจำหน่ายและทำลายเสร็จสิ้นแล้ว
“การที่กองทัพเรือบอกว่ามีกระบวนการทำลายที่รัดกุมตามมาตรฐาน แต่กลับปรากฏปืนในบัญชีทำลายมาโผล่ในสถานที่เกิดเหตุจริง คำถามคือ กองทัพเรือกำลังหลอกลวงสังคมอยู่หรือไม่” นายชยพล ระบุ
ทั้งนี้ กมธ.การทหาร มีมติจะส่งหนังสือด่วนที่สุดถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตั้งหน่วยงานกลางที่ไม่ใช่กองทัพเรือเข้ามาสอบสวนขยายผล เพราะหากให้ ทร. สืบสวนกันเอง คงไม่สามารถหาความโปร่งใสหรือคนรับผิดชอบได้ พร้อมจี้ให้ตรวจสอบคณะกรรมการปลดระวางปืนลอตนี้ทั้งหมด
ด้าน นาวาโท กิตติภพ แพออโน กมธ.การทหาร กล่าวถึงช่องโหว่ในขั้นตอนการทำลายปืนของ ทร. ว่า ปกติจะใช้วิธีตัดออกเป็น 7 ส่วนแล้วนำไปฝังกลบ ซึ่งมีโอกาสเล็ดลอดออกไปได้ และขณะนี้ ทร. ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ปืนที่ใช้ยิงกับปืนที่อ้างว่าทำลายไปแล้วเป็นคนละกระบอกกัน ตนจึงขอเตือน ทร. ว่าห้ามให้ใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือปนเปื้อนในพื้นที่ฝังกลบเด็ดขาด เพราะหากมีการขุดขึ้นมาตรวจสอบแล้วพบว่ามีชิ้นส่วนอื่นถูกนำมาแอบฝังเพิ่มภายหลัง ทร. จะหมดความน่าเชื่อถือทันที นอกจากนี้ยังเสนอให้กองทัพเร่งทำฐานข้อมูล “อัตลักษณ์วิถีกระสุน” ของปืนหลวงทุกกระบอกเพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต
ขณะที่ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้กระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อกองทัพเรือและหน่วยนาวิกโยธินอย่างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนสูง อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องปืนหลวงที่หลุดรอด แต่ยังมีข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงบุคลากรหรืออดีตกำลังพลของ ทร. รวมถึงรถยนต์ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า (ส่วนแยกนราธิวาส) ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาเป็นนาวิกโยธิน
ดังนั้น กระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีต้องเร่งทำความจริงให้กระจ่าง แม้สำนวนคดีจะถูกส่งให้อัยการแล้ว แต่พนักงานสอบสวนยังสามารถส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ นายกมลศักดิ์ และกู้คืนความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่กลับคืนมา



