มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายชุมชนกำลังดี เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดเสวนา “เลือกตั้ง กทม. กับนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…จริงหรือ?”  

 เสนอตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว

 นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัวในพื้นที่ กทม. ที่นำเสนอผ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และออนไลน์ พบสถิติสูงเป็นอันดับหนึ่งคือความรุนแรงทางเพศ โดยปี 2565 พบ 39 ข่าว ปี 2566 จำนวน 34 ข่าว รองลงมาคือข่าวฆ่ากันในครอบครัว 29 ข่าว เชื่อว่ามีอีกมากที่ไม่เป็นข่าว สะท้อนว่าความรุนแรงต่อผู้หญิง และคนในครอบครัว มีสถิติที่สูงมาก แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบายด้านความปลอดภัยของผู้หญิงในพื้นที่ กทม.เท่าที่ควร มูลนิธิฯ จึงขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. มีนโยบายสนับสนุนพื้นที่ความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กในทุกชุมชนใน กทม. โดยสนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ และบุคคลกร มีการตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ ทุกเขตโดยมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาช่วยเหลือให้คำปรึกษา และมีนโยบายบรูณาการช่วยเหลือผู้หญิง และเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งโรงพยาบาล  สถานีตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์  แบบเร่งด่วนเมื่อเกิดเหตุ  

“จากการดูนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ ทั้ง 18 คน ผมเป็นห่วงว่า นโยบายด้านสังคมอ่อนด้อยมาก ส่วนใหญ่เน้นแต่โครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำท่วม ถนน CCTV แต่จากสถิติ ความรุนแรงทางเพศในกรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เกือบทุกปี และความรุนแรงในครอบครัวก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กทม. พยายามพรีเซนต์ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับโลก แต่ถ้าไม่แก้ปัญหาความรุนแรงหรือผู้ป่วยจิตเวช คุณจะเป็นเมืองปลอดภัยได้อย่างไร นโยบายที่เรียกว่า “เส้นเลือดฝอย” ควรจะลงลึกถึงกลุ่มคนเปราะบางและคนยากจน ซึ่งมีมากกว่าครึ่งของ 17 ล้านคนใน กทม. กทม. ควรเป็น ตัวกลางเชื่อมโยง โรงพยาบาลและกลไกช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง ไม่ใช่มองแค่เรื่องกายภาพอย่างเดียว”ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฉายภาพมุมหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในนโยบายหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม. และระบุว่า ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง ความรุนแรงในครอบครัว มักจะพบว่ามีปัจจัยร่วมจากเหล้าและยาเสพติดที่มากระตุ้น

เด็กในกทม.อยู่นอกระบบการศึกษา1.3แสนคน

ด้านนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากการติดตามนโยบายของผู้สมัครผู้ว่า กทม. ก็ยังเน้นไปที่เศรษฐกิจ น้ำท่วม รถติด เป็นภาพใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในเวลาเดียวกันกทม. ก็มีปัญหาที่คู่ขนานกันในหลายมิติ ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่าตัวเลขเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา เด็กดรอพเอาท์ ในกทม. มากกว่า 130,000 คน คิดเป็น 12.36% ของประชากรกลุ่มนี้ แต่สามารถดึงเด็ก เยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เพียง 20-30%  ขณะเดียวกัน ปี 2568 พบเด็ก เยาวชนใน กทม. เข้าสถานพินิจ กว่า 1,000 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ อาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับการคมนาคม เพศ และยาเสพติด ตามลำดับ โดยคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ 

เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีในกทม.ครึ่งหนึ่งเสี่ยงซึมเศร้า

นอกจากนี้ เด็กต่ำกว่า 18 ปี ใน กทม. มีเพียงครึ่งเดียวที่มีสุขภาพจิตดี อีกครึ่งหนึ่งเสี่ยงซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย “ต่อให้มีร้อยผู้สมัคร ก็แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม” รัฐต้องเลิกมองว่าชาวบ้านจะโกงงบประมาณจนตั้งกฎเกณฑ์ตรวจรับที่ยากลำบาก และต้องเพิ่ม พื้นที่สร้างสรรค์ ในชุมชน ปัจจุบันโรงเรียนหรือสนามกีฬาปิดตอน 16:30 น. แล้วจะให้เด็กไปอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตามมีหลายชุมชนพยายามทำงานร่วมกับ สสส.ทำเรื่องเล่นอิสระ พื้นที่สร้างสรรค์ใน กทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ยังน้อยมาก 

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เราอยากเห็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับลูกหลานคน กทม.ที่ลงลึก การแก้ปัญหายาเสพติดแบบมุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ช่วยเหลือดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่หลากหลาย  การเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ยึดโยงกับชุมชน  การมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้ระบาย แลกเปลี่ยน ขอคำปรึกษาทั้งในโรงเรียนสังกัด กทม. และจุดอื่นๆ ที่ กทม.กำกับดูแล เช่น หอศิลป์  เป็นต้น”  นายชูวิทย์ กล่าว

 ด้าน นางสาววงศ์จันทร์ จันทร์ยิ้ม แกนนำเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนสร้างผลกระทบต่อผู้เสพ ครอบครัวผู้เสพ และชุมชน ซึ่งตนได้รับการร้องขอให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่เสพยามานานจนร่างกายทรุดโทรม ป่วยทางจิตเวช มีอาการหูแว่ว ตาขวาง เห็นภาพหลอน หวาดระแวงว่าจะถูกคนทำร้าย จึงมีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงต่อครอบครัวและชุมชน ทำให้คนใกล้ชิดและชุมชนหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เหมาะสม ผู้ป่วยหลายรายยังไม่ได้รับการบำบัดรักษาทั้งการติดยา และการเจ็บป่วย เพราะครอบครัวขาดความรู้ ขาดความพร้อมทางการเงิน ขาดระบบสนับสนุนในการดูแลผู้ป่วย สถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาฯ ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง ปัจจุบันมีผู้ป่วยหญิง 2 คน ไม่ได้รับการรักษา หนีออกจากครอบครัวเป็นบุคคลสูญหาย อาจกลายเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และอีก 1 ราย ยังต้องรอการรักษา เพราะสถานพยาบาลระบุว่า ยังไม่ป่วยหนัก ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล  

 มีชุมชนกว่า 2,000 แห่งไม่ได้รับสวัสดิการพัฒนาชุมชน

 ขณะที่ นายไพบูลย์ บุญประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนกำลังดี  กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ชุมชนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากร โอกาส และการพัฒนาจากสวัสดิการภาครัฐ คือ ชุมชนไม่จดทะเบียน ซึ่งมีอยู่ใน กทม. เยอะมาก มีทั้งชุมชนแออัด ชุมชนแนวตั้ง (คอนโด/อาคารพาณิชย์) ชุมชนริมคลอง และหมู่บ้านจัดสรร จุดร่วมคือ ไม่มีระบบจัดการจากภาครัฐมาสนับสนุน

หากนึกไม่ออก ระบบที่ว่าคือ อสส. (อาสาสมัครสาธารณสุข), คนเก็บขยะ กทม. หรือ อสท. (อาสาสมัครเทคโนโลยี) รวมถึงงบประมาณพัฒนาชุมชนเดือนละ 7,000-10,000 บาท และงบ 200,000 บาท สำหรับกล้องวงจรปิดหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งชุมชนไม่จดทะเบียน “ไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่อย่างเดียว” ในกรุงเทพฯ มีชุมชนกว่า 2,000 แห่ง จากการสำรวจปี 2567 พบชุมชนไม่จดทะเบียนถึง 700 กว่าชุมชน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของชุมชนทั้งหมด

ทั้งนี้เงื่อนไขการจดทะเบียนคือต้องมี 100 ครัวเรือนขึ้นไป และต้องทำประชามติเห็นชอบ บางแห่งจดไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่เอกชน เช่น เคส “ป้าใจ” ที่มีบ้านเช่า 300 ห้อง ประชากรกว่า 1,000 คน แต่หากจดทะเบียน พื้นที่ต้องกลายเป็นพื้นที่ร่วมกับ กทม. เจ้าของจึงลังเล ปัญหาที่ตามมาคือ การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ เกิดน้ำเน่า ขยะสะสม และปัญหา เด็กและเยาวชน ที่ขาดพื้นที่สร้างสรรค์จนเข้าสู่วงจรยาเสพติด น้ำกระท่อม และกัญชา

มีข้อเสนอแนะให้แคนดิเดตผู้ว่าฯ พิจารณานโยบายดังนี้

 1.สำรวจและทำฐานข้อมูลชุมชนไม่จดทะเบียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นและเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

2.เปิดช่องให้ชุมชนไม่จดทะเบียนสามารถเข้าถึงงบประมาณ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

3. ลงทุนสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน

 4.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน เช่น น้ำสะอาด จัดการขยะ พื้นที่สาธารณะ และความปลอดภัยในชุมชน และ

 5.สร้างกลไกให้ชุมชนไม่จดทะเบียนมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและแผนพัฒนาเมืองที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง