กทม.ถือเป็นองค์กรปกครองส่วนถิ่นอีกแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล หรือ อบต. ที่มีสถานศึกษาอยู่ในสังกัด โดยมีนักเรียนตั้งแต่ ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษารวมกว่า 250,000 คน นอกจากนี้ กทม.ยังมีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ในสังกัดทั้งสิ้น 273 แห่ง ยังไม่รวมกับศูนย์เด็กเล็กที่มีคณะกรรมกรรมการชุมชนเป็นผู้ดูแล ดังนั้นนโยบายด้านการศึกษาสำหรับเด็กในวัยตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นการปูพื้นฐานเรื่องการเรียนในอนาคต

ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์ “ พูดคุยกับ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ผู้คร่ำวอดในแวดวงการศึกษามานานให้ช่วยวิเคราะห์นโยบายด้านการศึกษาของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จาก 3 แคนดิเดต คือ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข5 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อิสระ หมายเลข9 และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชน หมายเลข10 ว่านโยบายที่วางไว้นั้นครอบคลุมในการดูแลด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนแล้วหรือยัง

  • นโยบายยังไม่ชัดเจน…อนาคตเลือนราง

.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะด้านการศึกษา จะพบว่า การศึกษายังไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่สุดของการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเทียบกับประเด็นที่ประชาชนรู้สึกใกล้ตัวกว่า เช่น การจราจร น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ความปลอดภัย ค่าครองชีพ การทำมาหากิน และความโปร่งใสของเมือง อย่างไรก็ดี การศึกษาควรถูกยกระดับให้เป็นหัวใจของการสร้างโอกาสในกรุงเทพฯ เพราะโรงเรียน กทม. ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ฝึกอาชีพ ห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้ และศูนย์เยาวชน คือ โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเมือง

  • นโยบายด้านการศึกษา : นายชัชชาติ มีจุดแข็งด้านความต่อเนื่องของการบริหาร และการทำให้ระบบเมืองทำงานได้จริง โดยวางนโยบายอยู่ในกรอบ “คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ และระบบมีประสิทธิภาพ” โดยแกนหลักของนโยบายการศึกษา เน้นเส้นเลือดฝอย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระครูด้วยเทคโนโลยี เพิ่มหลักสูตร 3 ภาษา After School Program และดูแลเด็กพิเศษทุกเขตสำหรับ ข้อท้าทาย คือ ต้องทำให้การศึกษาไม่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายสังคมทั่วไป หากต้องมีเป้าหมายชัดว่า เด็ก กทม. จะมีทักษะอะไรเหนือกว่าเดิมในอีก 4 ปีข้างหน้า
  • นโยบายด้านการศึกษา : นายชัยวัฒน์ จะมีจุดเด่นตรงที่มอง “คน” เป็นสินทรัพย์สำคัญของเมือง และเชื่อมการศึกษาเข้ากับการลดภาระชีวิตประชาชน เช่น ศูนย์เด็กเล็ก การดูแลผู้สูงอายุ การเดินทางที่ง่ายขึ้น และการยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพให้เป็นศูนย์ Reskill ที่เชื่อมโยงกับการจ้างงาน โดยมีจุดแข็ง คือ มองการศึกษาในความหมายกว้างกว่าโรงเรียน ให้เป็นการพัฒนาคนทั้งระบบ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยแรงงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ
  • นโยบายด้านการศึกษา : นายอนุชา แม้นโยบายด้านการศึกษาอาจยังไม่ถูกนำเสนอเด่นชัดเท่าด้านคมนาคม เมืองสะอาด สุขภาพ เศรษฐกิจ และความโปร่งใส แต่มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เมือง เช่น Co-working Space, AI Hub, Art Space และการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต หากพัฒนาเพิ่มเติมให้ชัด จะสามารถเชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทักษะดิจิทัล และการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้

ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้ว ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า “ยังไม่เพียงพอ” ส่วนใหญ่ยังเน้นที่ การเข้าถึง (Access)” และ สิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities)” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำขั้นพื้นฐาน และยังไปไม่ถึง การปฏิวัติระบบการเรียนรู้เพื่อไปสู่การเป็นพลเมืองโลกในยุค AI ดังนั้น ผู้สมัครควรประกาศให้ชัดว่า กรุงเทพฯ จะสร้างเด็ก เยาวชน แรงงาน และผู้สูงวัยให้มีทักษะอนาคตอย่างไร ไม่ใช่เพียงทำโรงเรียนให้ดีขึ้นในเชิงกายภาพหรือการบริหารเท่านั้น

  • เสนอเพิ่มทักษะ 7 ด้านเสริมเยาวชนใช้ชีวิตในอนาคต

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ยังเสนอแนะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ควรเพิ่มเติมนโยบายทักษะอนาคตอย่างน้อย 7 ด้านที่ต้องสอดคล้องกับ 4 จุดแกร่งประเทศไทย ได้แก่ อาหาร ท่องเที่ยว สุขสภาพ (Wellness) และการอภิบาลคนชรา ประกอบด้วย 1.ทักษะ AI, Data และ Digital Literacy : เด็ก เยาวชน และแรงงานกรุงเทพฯ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเป็น ไม่ใช่เพียงบริโภคเทคโนโลยี ต้องเข้าใจ AI อย่างมีจริยธรรม รู้เท่าทันข้อมูล และใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาได้

2.ทักษะการคิด10 มิติ เมืองอนาคตมีปัญหาที่เชื่อมโยงกัน เช่น น้ำท่วม ฝุ่น การจราจร ความเหลื่อมล้ำ และเศรษฐกิจฐานราก เด็กต้องไม่เรียนเพื่อจำ แต่ต้องเรียนเพื่อคิดและออกแบบทางออก 3.ทักษะอาชีพใหม่และ Reskill/Upskill กรุงเทพฯ ควรมีระบบเรียนรู้ระยะสั้นที่เชื่อมกับงานจริง เช่น ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง งานดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหาร บริการสุขภาพ งานช่างเมือง งานท่องเที่ยวคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.ทักษะผู้ประกอบการและการเงินส่วนบุคคล กรุงเทพฯ มีผู้ค้ารายย่อย SMEs ฟรีแลนซ์ และแรงงานนอกระบบจำนวนมาก เมืองควรช่วยให้ประชาชนค้าขายเป็น ใช้แพลตฟอร์มเป็น บริหารต้นทุนเป็น และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

5.ทักษะสีเขียวและความรู้ด้านภูมิอากาศ เด็กและประชาชนควรเข้าใจเรื่องฝุ่น ขยะ น้ำ พลังงาน อาหาร และเมืองคาร์บอนต่ำ เพราะสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางเศรษฐกิ 6.ทักษะดูแลคนและสังคมสูงวัย กรุงเทพฯ เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน จึงควรสร้างกำลังคนด้าน Care Economy เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยสุขภาพชุมชน และบริการดูแลที่บ้าน และ7. ทักษะพลเมืองพลชาติ ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส เมืองที่ดีไม่ได้เกิดจากผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว แต่ต้องเกิดจากประชาชนที่มีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ รู้สิทธิ รู้หน้าที่ และร่วมดูแลเมือง

นอกจากนี้ ยังข้อเสนอแนะถึงผู้สมัครฯผู้ว่าฯกทม. อีก 6 เรื่องที่ควรจะเพิ่มเติมในนโยบายดูแลเมืองในอนาคต คือ 1.ควรยกระดับการหาเสียงจากนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่แผนสร้างอนาคตเมือง การแก้รถติด น้ำท่วม ฝุ่น และขยะจำเป็นมาก แต่ยังไม่พอ ผู้สมัครต้องตอบว่า กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองแบบใดในอีก 10-20 ปี 2.ควรประกาศแผน “ทักษะอนาคตคนกรุงเทพฯ” อย่างชัดเจน โดยผู้สมัครควรบอกให้ได้ว่า เด็ก กทม. แรงงานเมือง ผู้ค้ารายย่อย และผู้สูงวัย จะได้รับการพัฒนาทักษะอะไร ภายในกี่ปี และวัดผลอย่างไร 3.ควรเปิดต้นทุน งบประมาณ ระยะเวลา และตัวชี้วัดของนโยบาย ซึ่งนโยบายที่ดีต้องไม่ใช่เพียงคำสัญญา แต่ต้องตอบได้ว่าใช้งบเท่าไร ทำเขตใดก่อน ใครรับผิดชอบ และประชาชนตรวจสอบผลได้อย่างไร

4.ควรแยกให้ชัดว่าเรื่องใด กทม. ทำเองได้ เรื่องใดต้องประสานรัฐบาลกลาง หลายปัญหาของกรุงเทพฯ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า ภาษี ที่ดิน และกฎหมายบางส่วน ไม่ได้อยู่ในอำนาจ กทม. ทั้งหมด ผู้สมัครต้องซื่อสัตย์กับประชาชนเรื่องข้อจำกัดเชิงอำนาจ 5.ควรมีเวทีดีเบตเฉพาะด้านการศึกษาและเศรษฐกิจเมือง เพราะสองเรื่องนี้คือรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพฯ แต่ในการหาเสียงมักถูกกลบด้วยประเด็นเฉพาะหน้า 6.ควรวัดผู้สมัครจากความสามารถในการสร้างระบบ ไม่ใช่เพียงบุคลิกหรือกระแส ผู้ว่าฯ กทม. ที่ดีต้องไม่ใช่เพียงคนที่พูดดีหรือหาเสียงเก่ง แต่ต้องออกแบบระบบเมืองที่โปร่งใส วัดผลได้ ทำงานต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

สุดท้ายสนามผู้ว่าฯ กทม.ปี 69 ควรเป็นการแข่งขันว่า ใครทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาสที่น่าอยู่ทั้ง 12 . ตามข้อเสอนของตนปี51คือ เมืองสะดวก เมืองสงบสุข เมืองสะอาด เมืองสุขสบาย เมืองสุขอนามัย เมืองสำราญ เมืองสวยงามเมืองสมองสร้างสรรค์ เมืองสีขาว เมืองสืบสานวัฒนธรรม เมืองสุขสัมพันธ์ และเมืองสุขจิต” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์กล่าว

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน