จากกรณีดีเอสไอ แถลงผลตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจ Forex ขยายผลเส้นเงินเชื่อมโยงบริษัทเพย์เมนต์ พบชื่อ “ภาวุธ” รับโอนเงินรวม 28 ล้านบาท ขณะที่ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” โยงกลุ่มโบรกเกอร์ ย้ำทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเปิดโอกาสให้ชี้แจง ต่อมา “ภาวุธ” โต้ DSI ปัดเอี่ยวคดี Forex แจงเงิน 28 ล้านเพราะเทรดทองคำ ยันไม่เกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์-พนันออนไลน์ ลั่นไม่ใช้เอกสิทธิ์ สส. พร้อมส่งข้อมูลพิสูจน์ความจริง ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : ทลายเครือข่าย Forex พบเส้นเงินโยง ‘ภาวุธ’ รับโอน 28 ล้าน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ เชื่อมกลุ่มโบรกเกอร์
อ่านข่าวต่อ : ‘ภาวุธ’ โต้ DSI ปัดเอี่ยวคดี Forex แจงเงิน 28 ล้านเพราะเทรดทองคำ
กระแสยังไม่จบเพียงเท่านี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้หยิบยกประเด็นร้อนมาวิเคราะห์ผ่านหัวข้อ ตีแผ่กลลวง Forex 24 เมื่อหน้ากากนวัตกรรม ปิดบังดีเอ็นเอ แชร์ลูกโซ่ลวงโลก พร้อมระบุข้อความว่า “ปฏิบัติการ Shutdown the Laundering สายฟ้าแลบของ DSI ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ปูพรมบุกค้น 24 จุดทั่วประเทศ ยึดทรัพย์สิน รถหรู และเงินสดรวมมูลค่ามหาศาล พร้อมปูดข้อมูลเส้นทางการเงินที่สาวไปถึง นักการเมืองฝ่ายค้าน และดาราดัง กำลังเป็นสปอตไลต์ที่สังคมไทยจับตามองในขณะนี้”

ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคมอยากชวนทุกท่านมองข้ามแค่ มูลค่าความเสียหาย หรือรายชื่อคนดัง แต่มาใช้ข้อมูลและคณิตศาสตร์แห่งความจริง เจาะลึกถึงดีเอ็นเอขบวนการฉ้อโกงระดับชาติชิ้นนี้กัน ดังนี้
1.ความจริงจาก DSI คือ กระดานเทรดทิพย์ ที่ไม่มีอยู่จริง คำว่า Forex (Foreign Exchange) คือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่จริง มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ดีเอ็นเอของเครือข่ายหลอกลวงนี้ทำ คือการใช้ช่องว่างของความไม่รู้มาสร้าง ภาพลวงตาทางเทคโนโลยี และหน้ากากนวัตกรรม คือ มิจฉาชีพสร้างแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ปลอม โฆษณาว่ามีระบบ AI อัจฉริยะคอยเทรดให้ การันตีปันผลสูงลิ่ว 10-20% ต่อเดือน ในส่วนของกระดานทิพย์ คือ ตัวเลขพอร์ตโฟลิโอเขียวขจี กราฟวิ่งขึ้นลงที่เหยื่อเห็นบนหน้าจอมือถือ แท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวเลขจำลองที่โปรแกรมเมอร์เสกขึ้นมาหลังบ้าน ความจริงเชิงข้อมูล คือ DSI และธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันชัดเจน เส้นทางการเงินของเครือข่ายนี้ “ไม่ได้มีการโอนเงินแม้แต่บาทเดียวออกไปซื้อขายในตลาด Forex จริง” เงินทั้งหมดถูกผันเข้าบัญชีม้าและกระเป๋าของแกนนำตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยื่อโอนเงิน
2. กางสถิติตลาดโลกนั้น ผลตอบแทนของจริง vs เรื่องลวงโลก ทำไมเราถึงบอกว่าตัวเลขการันตีผลตอบแทนของแอปเหล่านี้เป็นเรื่องลวงโลก ลองมาดูวิทยาศาสตร์ทางการเงินเทียบกันชัดๆ ดังนี้
-สิ่งที่แชร์ลูกโซ่ชอบหลอก คือ การันตีผลตอบแทน 10-20% ต่อเดือน คิดเป็น 120-240% ต่อปี แบบไม่รวมทบต้น ซึ่งในโลกแห่งความจริง แม้แต่มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังทำไม่ได้
-ผลตอบแทนจริงของเทรดเดอร์มืออาชีพ (Professional Traders) ในตลาด Forex สากล เทรดเดอร์ระดับ Elite ที่อยู่รอดมาเป็นสิบ ๆ ปี ทำกำไรเฉลี่ยได้เพียง 1-3% ต่อเดือน หรือราว 15-35% ต่อปี ก็ถือว่าเก่งระดับแถวหน้าของโลกแล้ว
-สถิติความโหดร้ายของตลาดจริง คือ หน่วยงานกำกับดูแลการเงินระดับโลก เช่น ESMA ของยุโรป เผยตัวเลขสถิติชัดเจนว่า 74-89% ของรายย่อยที่เข้ามาเทรด Forex จริงๆ นั้น “ขาดทุน” มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เท่าทุนหรือกำไร
-ขนาดกองทุนระดับโลกที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์และนักคณิตศาสตร์ระดับอัจฉริยะยังทำตัวเลข 10% ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอไม่ได้ แล้วแอปพลิเคชันโนเนมจะมาเสกเงินให้เราได้อย่างไร กำไรสวยหรูที่คุณเห็นจึงไม่ใช่เงินจากการเทรดแน่นอน แต่มันคือแชร์ลูกโซ่ที่เอาเงินของคนใหม่มาหมุนจ่ายคนเก่าเพื่อซื้อความเชื่อนั่นเอง
3.ยุทธศาสตร์ฟอกขาว ด้วยภาพลักษณ์และอำนาจ
สิ่งที่ทำให้คดีนี้ระบาดได้ในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือกลยุทธ์ยืมมือสถาบันสังคม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เครือข่ายแชร์ลูกโซ่ยุคใหม่รู้ดีว่า คนไทยแพ้ทาง “ภาพลักษณ์ความร่ำรวย” และ “ผู้มีบารมี” การที่เส้นทางการเงินพัวพันไปถึงนักการเมืองและคนในวงการบันเทิง สะท้อนว่ามิจฉาชีพจงใจใช้สปอตไลท์จากคนเหล่านี้มาเป็นโล่กำบัง เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เหยื่อกล้าตัดใจโอนเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต
4. วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม คือ ปัญหานี้แก้ที่ปลายเหตุไม่มีวันจบ ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ เราต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า แชร์ลูกโซ่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย มันแค่เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่เสมอ
นอกจากนี้ “ยุคแม่ชม้อย (อ้างน้ำมัน) ต่อมา ยุคยูฟัน (อ้างอีคอมเมิร์ซ) ต่อมา ยุค Forex-3D และมาจนถึงเครือข่ายล่าสุดในวันนี้ ไส้ในและดีเอ็นเอเหมือนเดิมทุกประการ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ข้ออ้าง ที่ทันสมัยขึ้นตามยุคสมัย”
“ทำไมคนไทยยังตกเป็นเหยื่อ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ ความโลภ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตในระดับต่ำ (GDP โตเฉลี่ยเพียง 1.6-2.0%) ในขณะที่ค่าครองชีพและเงินเฟ้อพุ่งสูง ปัญหาหนี้ครัวเรือนตึงตัวอย่างรุนแรง บีบให้คนชั้นกลางและฐานรากเกิดสภาวะดิ้นรนและมองหา “ทางลัด” ทางการเงินเพื่อความอยู่รอด จนกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพที่ยื่นข้อเสนออันหอมหวานมาให้”
“บทสรุปสำหรับนักลงทุนและสังคมไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำเสมอว่า ประเทศไทยไม่มีการออกใบอนุญาตให้บุคคลธรรมดาหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไป ระดมทุนเพื่อซื้อขาย Forex กฎเหล็กเชิงยุทธศาสตร์ที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจเพื่อปกป้องเงินในกระเป๋า คือ หากมีใครมาเสนอการลงทุนที่นอนเฉยๆ ก็ได้เงิน การันตีผลตอบแทนสูงเกินจริง และได้เงินเพิ่มเมื่อชวนเพื่อนให้ตีตราหน้าไว้ก่อนเลยว่า นั่นคือ อาชญากรรม ไม่ใช่การลงทุน ตราบใดที่โครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่เอื้อให้คนตัวเล็กเติบโตได้อย่างมั่นคง และระบบการศึกษาไทยยังไม่สร้างภูมิคุ้มกันความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ที่แข็งแกร่งพอ ปฏิบัติการของ DSI ในวันนี้ ก็จะเป็นเพียงประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่รอวันเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มใหม่ แล้วกลับมาหลอกลวงคนไทยในเสื้อตัวใหม่อยู่ดี”
ขอบคุณข้อมูลจาก : ณัฏฐ์ มงคลนาวิน



