หลังจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงเบื้องหลังโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนถูกเอาเปรียบมานานกว่า 10 ปี โดยระบุว่าตรวจพบต้นทุนแฝงจากการนำ ‘ค่าไฟทางสาธารณะ’ ทั่วประเทศ มาคำนวณรวมไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนในรูปแบบของค่าความสูญเสียพลังงาน
ทั้งนี้จากปกติแล้วความสูญเสียในระบบไฟฟ้าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความสูญเสียเชิงเทคนิค เช่น ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะส่งกระแสไฟผ่านสาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่กลับมีการนำค่าไฟฟ้าแสงสว่างสาธารณะไปซ่อนไว้ในส่วนที่สอง เป็นความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิคแล้วผลักกลับมาเป็นต้นทุนในค่าไฟฐาน บวกอยู่ในยอด 3.78 บาท จากค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท คิดเป็นเงินที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับโดยไม่รู้ตัวถึงประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือรวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี
“ตัวไฟทางเนี่ย ถูกหลบตาประชาชนมาเป็น 10 ปี ถูกนำมาคำนวณเป็นต้นทุนของการไฟฟ้า แล้วบวกยัดบวกมาซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟมาชาร์จให้กับผู้ใช้ วิธีการเขาแยบยลมาก เขาไม่ใส่เข้าไปเป็นรายการว่าตรงนี้เป็นค่าไฟทาง แต่เขาไปบวกใส่ในค่าของความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค แล้วผลักมาเป็นค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ”
ทั้งนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าว นายเอกนัฏ ได้จำแนกประเภทของไฟทางออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อจัดการแยกบัญชีและเช็กบิลรายหน่วยงานอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. ไฟทางหลวง (กรมทางหลวง) ให้หน่วยงานเจ้าภาพแยกรายการออกมาให้ชัดเจน และไปตั้งงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายค่าไฟของตัวเอง
2. ไฟทางหลวงชนบท (กรมทางหลวงชนบท) ใช้แนวทางเดียวกันกับทางหลวงหลัก คือต้องตัดออกจากบัญชีค่าไฟประชาชน แล้วไปบริหารจัดการผ่านงบประมาณต้นสังกัด เพื่อให้เกิดการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
3. ไฟทางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แยกรายการให้เห็นชัดเจน โดยท้องถิ่นที่มีฐานะดีให้บริหารจัดการผ่านภาษีท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นที่ฐานะไม่ดีหรือขาดแคลนงบประมาณ ส่วนกลางจะเข้าไปพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อแสงสว่างและความปลอดภัยของชุมชน
“มันเป็นปัญหาแน่นอน ถามว่า เป็นธรรมไหม แฟร์ไหม ก็ต้องบอกว่า ไม่แฟร์ ไม่เป็นธรรมแน่นอน เอาไปชาร์จทั้งหมดแล้ว เอามาหารตามหน่วยแบบนี้ โดยที่แฝงมาประชาชนไม่เห็น หลบตาประชาชนเนี่ย ไม่เป็นธรรมแน่นอน สิ่งที่ควรจะทำสิ่งแรกเลย 1. ติดมิเตอร์วัด 2. แยกรายการออกมา แยกบัญชีออกมาให้เห็นชัด 3. ใครใช้คนนั้นควรจ่าย”
ทั้งนี้การปฏิรูปโครงสร้าง ในส่วนนี้จะทำให้ตัดต้นทุนแฝงออกไปจากระบบทันที ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟของประชาชนลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใสที่สุด โดยจะไม่มีการยอมให้หลบสายตาประชาชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานใดอีกต่อไป
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเด็นค่าไฟสาธารณะรวมอยู่ในค่าไฟฐาน เป็นประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้หารือกับ 2 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มาอย่างต่อเนื่อง และเคยมีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตั้งแต่ปี 66 ให้ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย
มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าสาธารณะ
กพช. เห็นชอบให้ชะลอการจำแนก “ค่าไฟฟ้าสาธารณะ” ออกจากค่าไฟฟ้าฐาน ตามข้อเสนอของ กกพ. โดยมอบหมายให้ 2 การไฟฟ้า ดำเนินการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถจำแนกและคำนวณค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสมในทางปฏิบัติในระยะต่อไป
แหล่งข่าวระบุต่อว่า เรื่องนี้ กกพ. ยังคงติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาทาง 2 การไฟฟ้า แจ้งว่า ยังไม่มีความพร้อมในการติดตั้งมิเตอร์และจัดทำระบบข้อมูลเพื่อรองรับการแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ แต่ล่าสุด 2 การไฟฟ้า ระบุว่า มีแผนทยอยติดตั้งมิเตอร์สาธารณะจำนวนมาก ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศ และจัดทำระบบข้อมูลเพื่อรองรับการแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ
ทั้งนี้ในอนาคตหากสามารถแยกต้นทุนได้อย่างชัดเจน หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบไฟฟ้าสาธารณะ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคอยู่แล้ว ซึ่งในอนาคต หากสามารถแยกต้นทุนได้อย่างชัดเจน จะช่วยให้ กพช. กำหนดนโยบายผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ส่วนค่าไฟของเส้นทางพิเศษ เช่น
1. ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) มี 2 แบบ คือ
- กรมทางหลวงดำเนินการเอง หรือเอกชนจัดเก็บค่าผ่านทางส่งให้กรมทางหลวง
- กรมทางหลวงจ่ายค่าไฟ ด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง, จุดพักเชิงพาณิชย์ที่มีร้านค้า
2. ทางหลวงสัมปทาน เช่น ดอนเมืองโทลล์เวย์ บริษัทจ่ายค่าไฟทุกอย่าง
3. ทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย การทางพิเศษฯ จ่ายค่าไฟเอง



