เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง ตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” มอบนโยบายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า รัฐให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ จะเห็นได้ว่าเวลาที่ท่านไปดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย จับกุมสแกมเมอร์ ทำลายบ่อนการพนัน ไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่าคนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร โรคความจำเสื่อมหายไปหมดแล้วเพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราคือสุดซอยกับพวกที่กระทำผิดกฎหมาย

ถ้ามาทำความชั่วร้ายอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องรับผิดชอบดูแล นั่นไม่ใช่เอามือลูบหัวต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้เป็นอันขาด นึกสภาพว่าถ้าคนเอาเท้ามาโดนศีรษะเรา เราจะตอบสนองอย่างไร ฉะนั้นพวกผิดกฎหมายเหล่านีมันจะต้องเกรงกลัวแล้วจะต้องไม่ทำสิ่งเหล่านั้น นี่คือวิธีการทำงานของรัฐบาลนี้ต่อผู้ที่คิดว่าจะทำผิดกฎหมายและท้าทายกฎหมาย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพร้อมอย่างเต็มที่แล้วสนุกด้วยที่จะเห็นท่านไปคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชนจัดเต็มสุดซอยกับคนที่ทำลายประเทศชาติ คนที่ไม่เคารพกฎหมาย ขอให้ท่านได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ “ผมให้การรับประกัน ผมไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด มีบารมีมากที่สุด หรือมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศนี้ คนสูงสุดในประเทศนี้มีอีกเยอะ แต่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมยืนยันว่าการกระทำต่างๆของท่าน เพื่อปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย จะไม่มีเหตุใดกระทบหน้าที่การงานของท่าน ตำแหน่งของท่าน ถือว่าวันนี้เรามามีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน

ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ถือกฎหมาย ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล สโลแกนที่เราตกลงกันไว้มีความชัดเจน ไม่ต้องแปลความไม่ต้องกลับมาถามว่าทำได้แค่ไหน เพราะวันนี้ทุกคำที่ผมได้มอบหมายให้กับท่านในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็คือจัดเต็มและสุดซอยกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย”

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นนโยบายในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชนมีอยู่ 3 มิติสำคัญ คือ 1.มิติด้านการป้องกัน ต้องร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง 2.มิติด้านการปราบปราม ทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเด็ดขาดและต่อเนื่อง และความเสมอภาคทางกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรม 3.การช่วยเหลือประชาชน

“มีคนกระซิบผมถ้านายอำเภอเอาจริงเอาจังยาเสพติดไม่มีทางเข้าไปในอำเภอ หมู่บ้าน ตำบลได้ ผมเชื่อ ถ้าแค่นายอำเภอเอาจริงเอาจังอย่างเต็มที่ ทำความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ของท่าน ชุมชนเหล่านั้นเป็นตำบลสีขาวยังไงยาเสพติดก็ลดลง และการประชุมระหว่าง ผวจ. และผู้บังคับการตำรวจภูธรเป็นส่วนหนึ่งของเคพีไอด้วยต้องทำงานร่วมกัน เพราะถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะถูกกันหรือไม่ถูกกัน แต่เมื่อสวมใส่เครื่องแบบและเข้ารับหน้าที่ ผวจ.แล้ว และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด แล้ว ต้องรวมตัวกันทำงานเพื่อประชาชน” นายกฯ กล่าว