เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 7 ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก ว่า จะเข้าสู่การพิจารณาในสภา วันที่ 29 มิ.ย. จนถึงวันที่ 1 ก.ค. นี้ ว่า คาดว่าการอนุมัติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากตอนที่มีการอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. มากนัก

สาระสำคัญของบประมาณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณที่ฝีแตก รายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลด 7 หมื่นล้านบาท เฉพาะตัวบำนาญอย่างเดียวที่มีอยู่ 2 รายการคือบำนาญให้ข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่มมาประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท รวมถึงเงินชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 4 หมื่นกว่าล้าน แค่นี้ก็ครบแสนล้านแล้ว ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจที่งบประมาณของหน่วยงานอื่นๆ ถูกปรับลดกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกรมหรือกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก เช่น คมนาคม กรมโยธาธิการ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การที่งบบำนาญต่างๆ หรืองบชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่ใช่เราจะเพิ่มหรือขยายสวัสดิการที่เป็นบำนาญให้ข้าราชการแต่อย่างใด รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมามีความพยายามกดตัวเลขงบประมาณในการที่จะใช้จัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการเกษียณอายุมาโดยตลอด งบประมาณเหล่านี้เคยตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่วันนี้รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณถ้วนหน้า ยังมีหนึ่งกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณพุ่งสูงที่สุดคือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า ที่สำคัญปลัดกระทรวงดีอี ก็ยืนยันมาแล้วว่าในนั้นจะมีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ให้ทางสภาได้ติดตามต่อ ซึ่งเมื่อมาของบกับสภาแล้ว เราคงจะต้องเปิดเผยให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนและ สส. ได้ตรวจสอบ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องคือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่เหลือเวลาใช้อีกไม่มาก เราเตือนไปแล้วตั้งแต่ต้นว่ามาโอนงบในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณจะทำได้ไม่เยอะ ซึ่งก็ปรากฏว่าได้ไม่เยอะจริงๆ จากที่ตั้งเป้าไว้ 1 แสนล้านบาท แต่โอนจริงได้แค่ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องฟรีซและระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว เพื่อให้ผ่านกระบวนการสำนักงบประมาณว่าตัวไหนจะได้ไปต่อ ตัวไหนจะถูกตัด ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือนทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีการชะลอตัว

งบประมาณที่ได้มา 1 หมื่นล้านบาท ไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลา แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็สะท้อนว่าสถานการณ์การคลังของปี 2569 คงอยู่ในสภาวะหลังชนฝาเช่นเดียวกัน เงินนิดๆ หน่อยๆ ก็ต้องเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะทำให้สามารถใช้งบประมาณได้ตลอดปี 2569

รัฐบาลยังมีบันทึกไว้ว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่ได้มาประมาณ 1 หมื่นล้านบาทนั้น จะใช้เยียวยาผลกระทบจากการปะทะบริเวณไทย-กัมพูชา ซึ่งแม้จะโอนได้นิดหน่อย แต่เราก็ไม่เพิกเฉยและจะพยายามติดตามรายละเอียดว่าส่วนที่ควรตัดได้ตัดหรือไม่ ส่วนไหนที่ไปตัดควรถูกตัดหรือไม่ เนื่องจากจะได้เห็นรายละเอียดในวันที่ 23 มิ.ย. และเข้าสู่การพิจารณาในสภา วันที่ 25 มิ.ย. นี้ จึงอยากเชิญชวนประชาชนติดตาม น.ส.ศิริกัญญา กล่าว.