เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ใน กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงว่า จากกรณีอนุ กมธ.ได้ขอเอกสารเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport  ประกอบด้วย 1.สัญญาจ้าง แต่ได้เพียงแค่ใบปะหน้า 1 หน้าถ้วนเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงอยากเรียกร้อง ว่าหากมีการเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้เราร่วมตรวจสอบร่วมเดินทางไปด้วยกันโครงการนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ 2. เอกสารแผน การดำเนินการทั้งหมดหรือรายงานงวดที่ 1 ซึ่งวันนี้น่าจะมีการรับส่งแล้วจากผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง แต่ก็ยังไม่ได้มา 3. รายชื่อคณะกรรมการตรวจรับทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้มา ดังนั้นจะมีการติดตามทวงถามต่อ

“จะทำรายงานเสนอให้คณะกรรมาธิการดีอีเอส ในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ และควรจะตั้งอนุกรรมาธิการในติดตามโครงการ TH-AI Passport  นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอ 4 กรอบ คือ 1.มาสเตอร์แพลนหรือภาพใหญ่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์จะเป็นทิศทางอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องว่าโครงการนี้เหมาะสมหรือไม่ 2.การจัดทำกระบวนการที่มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งเราได้รับข้อเสนอแนะจำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนวิธีการทำ แทนที่จะเอาเงินออกไปข้างนอก ก็เปลี่ยนเป็นใช้เป็นช่วง นอกจากนี้ควรมองที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้จริงๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและต้องการความช่วยเหลือที่มีการเปลี่ยนผ่านในยุค AI เช่น การท่องเที่ยว เอสเอ็มอี การแพทย์แผนไทย การเกษตร และภาครัฐ เป็นต้น

3.การปล่อยไหลข้อมูลส่วนบุคคล การประมวลผลที่ระบุวัตถุประสงค์ในทีโออาร์ว่าจะต้องจัดเก็บไว้ในประเทศเท่านั้น ซึ่งยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก รวมถึงการใช้ข้อมูลโอนเอียงในการตัดสินใจของผู้ใช้ และ 4.เรื่อง KPI รัฐควรตั้งตัวชี้วัดทั้งก่อนและหลังโครงการนี้อย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากที่สุด

ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รองประธานอนุฯ กล่าวว่า ประเด็นที่พูดคุยวันนี้คือการใช้เงิน 1.6 พัน ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำไปซื้อโทเคน (Token) บริษัทต่างชาติ ทั้งที่มีวิธีอื่นที่อาจจะดีกว่า เช่น การนำโมเดลมารันในเครื่องในประเทศก็จะประหยัดค่าโทเคนได้มาก เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในไทย ได้พัฒนาโปรดักส์ AI ของไทยเองและสามารถนำมาตอบโจทย์ในประเทศไทย ก็จะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมในไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออย่างเดียว

ส่วนการไหลออกของข้อมูล เป็นทราบกันดีว่าตัว TH-AI Passport ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้ออกไปยังผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือการสอดส่องของรัฐในภาพรวม ซึ่งปลัดดีอี เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะนำข้อมูลพวกนี้ไปเทรน AI อีกที หากมองในแง่ดีก็มองได้ อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดมา มีความพยายามติดตามข้อมูลคนไทยอยู่ จากใครก็ไม่ทราบ ดังนั้น TH-AI Passport  อาจเป็นการเปิดช่องให้เกิดการติดตามข้อมูลของคนไทยครั้งใหญ่อีกครั้ง จึงขอฝากข้อกังวลนี้ไปยังรัฐบาลว่าข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นของคนไทย 5 ล้านคนของโครงการนี้จะปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังชี้แจงไม่หมด

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า อยากให้ฝ่ายค้านแยกการตรวจสอบกับการเดินหน้าโครงการไปคนละส่วน และไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้เพราะทำให้รัฐได้รับความเสียหาย นางการดี กล่าวว่า ตอนนี้เราก็เดินสองขา โดยตรวจสอบข้อสงสัยในเรื่องการทุจริต ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.ดีอีเอสทำงานไปแล้ว โดยตนในฐานะ กมธ.ก็มาดูแลเรื่องความถูกต้องของงาน ก็หวังว่ารัฐมนตรีน่าจะพอใจที่มีคนมาช่วยทำงานและมาบอกข้อสอบละเอียดขนาดนี้ การใช้งบ 1.6 พันล้านบาท แต่ตัวชี้วัดผล รัฐยังไม่มีบอก โรดแม็พก็ยังไม่มีการพูดถึงชัดเจน เราจึงต้องเอาผู้เชี่ยวชาญมาหารือว่าหากเราจะต้องปรับปรุงหรือทบทวนโครงการจะต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น และเหมือนเราเอาเงินจ่ายค่าการตลาดกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งเราควรเอาเงินจำนวนนี้มาสร้าง AI ในประเทศไทยจะดีกว่าหรือไม่

“เราช่วยทำการบ้านให้รัฐมนตรีอยู่ ถ้าจะเปิดใจกว้างสักนิดก็จะเห็นว่าเราช่วยให้ท่านใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์ระยะยาว เราเข้าใจดีว่าเรื่อง AI คนต้องใช้ แต่เป็นวิธีคิดเหมือนบริจาคของ ถุงยังชีพ ไทยช่วยไทย เอาฟรีไป และพยายามบอกว่าใครๆ ก็อยากใช้ ซึ่งก็จริงแต่คิดว่าเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพธ์เดียวกัน วันนี้ทางมหาวิทยาลัยมีเรียนฟรีอยู่แล้ว เราจึงเสนอการใช้เงินไปในทางที่ดีกว่า เราไม่ได้ขัดขวางในเรื่องที่คนจะต้องเก่ง AI ขึ้น แต่พยายามช่วยทางที่ดีกว่า” นางการดี กล่าว

เมื่อถามว่า นายภราดรออกมาระบุว่าไม่อยากให้ฝ่ายค้านรีบด่วนสรุปไปตามกระแสการเมือง นางการดี กล่าวว่า เราไม่ได้รีบตัดสิน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างเริ่มมีหลักฐานต่างๆ ขึ้นมาแล้ว แม้ท่านจะบอกว่าเรื่องของรายละเอียดเป็นการทำงานของหน่วยราชการ แต่ถ้าท่านเป็นหัวหน้า เป็นคนดูแลก็จะต้องออกมาถามแล้ว  ถ้าพิสูจน์ว่าท่านไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ก็ต้องตอบแล้วว่าของทำเสร็จก่อนที่จะมาเปิดเป็นโครงการหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีสัญญาณผิดปกติแน่นอน เราต้องการเห็นภาวะผู้นำของการพัฒนาโครงการนี้อย่างโปร่งใสจริงจัง

เมื่อถามว่าดูเหมือนนายภราดรออกมาพูดเพื่อปกป้องนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ นางการดี กล่าวว่า คงเป็นหน้าที่ของเขา และไม่เห็นจะดูเหมือน แต่มันใช่เลย.