เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน และผลิตสื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดการฝึกอบรม One Day Training แลกเปลี่ยน-เรียนรู้กับกูรูออนไลน์ ครั้งที่ 5 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดา ในหัวข้อ AI Search Revolution สร้างคอนเทนต์ให้เป็นคำตอบที่ AI เลือก

โดยในช่วงเช้า นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้บรรยายในหัวข้อ รู้ทันกฎหมายลิขสิทธิ์และ PDPA เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้อง ว่า องค์กรสื่อและผู้ผลิตคอนเทนต์กำลังเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายรอบด้านในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยต้องเร่งทำความเข้าใจและวางนโยบายที่ชัดเจน มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและค่าปรับมหาศาล ทั้งจากปัญหาลิขสิทธิ์ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการสร้างข้อมูลเท็จจาก AI

“ประเด็นที่เป็นความเข้าใจผิดเรื่องการใช้ภาพและเนื้อหาลิขสิทธิ์ โดยหลายองค์กรเข้าใจว่าเมื่อซื้อสิทธิ์จากแพลตฟอร์มแล้วสามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระ แต่ในความเป็นจริงสัญญาอนุญาตหลายฉบับ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างประเทศ มีข้อจำกัดเข้มงวด เช่น ห้ามใช้เชิงพาณิชย์ หรือห้ามนำไปต่อยอดดัดแปลง (Derivative Work) ผ่าน AI ขณะเดียวกันแพลตฟอร์ม AI ส่วนใหญ่ก็มีข้อจำกัดความรับผิด (Disclaimer) ผลักภาระให้ผู้ใช้รับผิดชอบการละเมิดเอง ทำให้องค์กรอาจถูกเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก”

นายไพบูลย์ ย้ำหลักการเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ว่า ผลงานจะได้รับความคุ้มครองต้องเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ผ่านทักษะ แรงงาน และวิจารณญาณ พร้อมแนะนำให้ครีเอเตอร์เก็บข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ไว้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความพยายามของมนุษย์

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือที่เป็นเสี่ยงร้ายแรง คือ การรายงานข่าวที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็น เช่น ภาพผู้ต้องหา บัตรประชาชน หน้าบ้าน หรือสมาชิกครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าข่ายละเมิด PDPA อย่างร้ายแรง และอาจถูกเรียกค่าเสียหายสูงถึง 5 ล้านบาทต่อกรณี แม้จะมีหลักการประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นข้อยกเว้น แต่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เช่น กรณีเยาวชนก่อเหตุที่ห้างสรรพสินค้า สามารถเปิดเผยใบหน้าขณะก่อเหตุเพื่อเตือนภัยได้ แต่การสัมภาษณ์หรือเปิดเผยข้อมูลครอบครัวภายหลังถือว่าละเมิด ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความเร่งรีบและแรงกดดันในการนำเสนอข่าวเร็ว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า หลายองค์กรขาดกระบวนการขอความยินยอมและตรวจสอบแหล่งที่มาของเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการสัมภาษณ์เพื่อออกอากาศ และการรับภาพหรือวิดีโอจากภายนอก (freelancer/stringer) มักไม่มีแบบฟอร์มยินยอม (Consent Form) ที่ครอบคลุมทุกช่องทางเผยแพร่และการดัดแปลงด้วย AI โดยอาศัยเพียงการยืนยันทางวาจาหรือข้อความสั้นในแชต ซึ่งไม่เพียงพอในชั้นศาล ทำให้องค์กรตกอยู่ในภาวะไม่รู้ที่อ้างพ้นผิดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ ยังได้แนะนำทางออกว่า แต่ละองค์กรสื่อควรจัดทำนโยบายการใช้ AI (AI Policy) ที่ชัดเจนและใช้งานได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อลิขสิทธิ์ภาพและสื่อ ไปจนถึงข้อกำหนดการใช้ AI สร้างผลงาน โดยต้องสื่อสารให้พนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหาร เข้าใจความเสี่ยงร่วมกัน ควบคู่กับการวางกระบวนการขอความยินยอมและตรวจสอบ (Consent and Verification Process) ที่เป็นมาตรฐาน กำหนดให้ทุกการสัมภาษณ์มีเอกสารเซ็นยินยอมครอบคลุมการเผยแพร่ทุกสื่อและการดัดแปลงด้วย AI รวมถึงทุกงานจากภายนอกต้องมีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

“นอกจากนี้ ยังต้องมี Human in the Loop หรือ ต้องมีมนุษย์คอยตรวจสอบและควบคุมก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก AI Hallucination ที่อาจสร้างข้อมูลเท็จ” นายไพบูลย์ กล่าว

ช่วงบ่ายวันเดียวกันสมาชิกยังได้ฝึกอบรมในหัวข้อ Generative AI For Content Strategy จาก SEO สู่ AEO สร้างคอนเทนต์ให้ AI เลือกอ้างอิง โดย นางสาวณัฐวีร์ ตันติสัจจธรรม CEO & Founder of STEPS Academy, AI & Digital Driven Marketing Consultant & Trainer พร้อมทีมงาน STEPS Academy

น.ส.ณัฐวีร์ กล่าวว่า การมาถึงของ AI กำลังเปลี่ยนกติกาการผลิตเนื้อหาออนไลน์อย่างสิ้นเชิง โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจาก SEO (Search Engine Optimization) แบบดั้งเดิม ไปสู่แนวคิดใหม่อย่าง AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO (Generative Engine Optimization) ซึ่งมุ่งปรับเนื้อหาให้ AI สามารถดึงไปใช้ตอบคำถามผู้ใช้ได้โดยตรง และทำให้เว็บไซต์กลายเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้

“รูปแบบการเขียนข่าวแบบเดิมที่ค่อยๆ เปิดประเด็น หรืออาศัยพาดหัวเร้าอารมณ์จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะทั้ง AI และผู้อ่านยุคใหม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและรวดเร็ว แนวทางใหม่จึงเน้นหลัก Answer First คือสรุปประเด็นสำคัญให้จบภายใน 40–60 คำแรก หรือนำเสนอเป็นหัวข้อตั้งแต่ต้นบทความ ตามด้วยการให้เหตุผลและปัจจัยสนับสนุน และที่ขาดไม่ได้คือส่วน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ท้ายบทความ ซึ่งถูกยกให้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในยุค AEO เพราะผู้ใช้มักถาม AI เป็นประโยคคำถามเต็มรูปแบบ”

น.ส.ณัฐวีร์ กล่าวว่า ในเชิงยุทธศาสตร์เนื้อหา แนะให้เลือกผสานสองแนวทางเข้าด้วยกัน คือใช้เนื้อหาเชิงข้อเท็จจริง (Fact-driven) ที่ตอบคำถามค้นหายอดนิยม เช่น ทำไมราคาน้ำมันลง เป็นเครื่องมือดึงทราฟฟิกและสร้างการมองเห็นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น จากนั้นจึงนำเสนอเนื้อหาเชิงวิเคราะห์ที่มีมุมมองเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือในระยะยาว กล่าวคือ เปลี่ยนจากการเขียนสิ่งที่เราอยากเล่า ไปสู่การสร้างเนื้อหาที่ตลาดต้องการคำตอบ

น.ส.ณัฐวีร์ ย้ำว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การอ้างอิงแหล่งที่มา การกำกับดูแลให้เนื้อหายึดหลักของGoogle และรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ เพื่อให้งานที่ออกมามีทั้งคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

#สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #SONP #OneDayTraining #sonptraining