เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินทางมายังศาลอาญา ภายหลังทราบว่า นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมด้วย น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุย” ได้เข้ายื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อกรณีที่เกี่ยวข้องกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวของตน
นายษิทรา ซึ่งรีบเดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์ เปิดเผยว่า วันนี้มายื่นคำร้องคัดค้านการขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าการให้สัมภาษณ์หรือชี้แจงต่อสาธารณะในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตน เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
“ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์ผมผ่านสื่อจำนวนมาก ผมก็ไม่ได้ดำเนินคดีตอบโต้ แต่เมื่อผมออกมาตรวจสอบหรือพูดถึงประเด็นต่าง ๆ กลับมีการพยายามดำเนินการให้ผมกลับเข้าเรือนจำอีก” นายษิทรา กล่าว
ส่วนกรณีที่ถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท นายษิทรา ระบุว่า หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ตนก็มีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้ได้เช่นกัน แต่ที่ผ่านมาเลือกที่จะไม่ดำเนินการ เพราะเห็นว่าหลายเรื่องสามารถให้อภัยกันได้ และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย
สำหรับประเด็นที่อีกฝ่ายยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนั้น นายษิทรา กล่าวว่า เท่าที่ทราบเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง การใช้สิทธิตามกฎหมายหรือการประกาศว่าจะดำเนินคดีตามสิทธิของตน ไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการข่มขู่พยาน
เมื่อถูกถามว่าการออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเป็นการไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ นายษิทรา ยืนยันว่า ตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด และพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แม้อาจมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยจนต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมาย
นายษิทรา ยังกล่าวถึงวงเงินประกันตัว 1 ล้านบาท ที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่า เป็นไปตามดุลพินิจของศาลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย โดยตนพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการที่ศาลกำหนด
เมื่อถูกถามว่ากังวลต่อคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ นายษิทรา ยอมรับว่า รู้สึกกังวลอยู่บ้าง เนื่องจากเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ไม่นาน และไม่เข้าใจเหตุผลที่อีกฝ่ายต้องการให้ตนกลับเข้าไปถูกคุมขังอีก
ทั้งนี้ ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน นายษิทรา ได้พบกับนายปานเทพ โดยเปิดเผยว่า ได้ยกมือไหว้ทักทายตามปกติ เพราะให้ความเคารพในฐานะผู้อาวุโสกว่า และไม่ได้มีความโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว
ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ข้อความถึง “มาดามอ้อย” ในลักษณะขอโทษนั้น นายษิทรา ระบุว่า เป็นการสื่อสารระหว่างตนกับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง และไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี เนื่องจากกระบวนการสืบพยานในคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว อีกทั้งไม่ได้มีเจตนาจะนำข้อความดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์
นายษิทรา ยังยืนยันด้วยว่า ได้จัดทำคำร้องคัดค้านการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว โดยชี้แจงว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าตนมีพฤติการณ์กดดัน คุกคาม หรือแทรกแซงพยาน รวมทั้งหลักฐานในคดีได้เข้าสู่สำนวนเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับกระบวนการพิจารณาคดี
นอกจากนี้ การให้สัมภาษณ์และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของตนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้มีเจตนาข่มขู่หรือแทรกแซงบุคคลใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังยื่นคำร้องต่อศาลเสร็จสิ้น นายษิทรา ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด



