เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายยศชนัน เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบวาระสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยเริ่มต้นจากการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้วยนวัตกรรมการศึกษา การยกระดับระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต
การเพิ่มหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างอาชีพแห่งอนาคตผ่านการจัดการศึกษาแบบก้าวหน้า (Higher Education Sandbox) ปัจจุบันอนุมัติไปแล้วถึง 24 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตคนทักษะสูงกว่า 26,620 คน นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอีกหลายตัว เช่น ฉุกเฉินการแพทย์ วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม AI ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และวิศวกรรมระบบราง โดยกระทรวง อว. จะเร่งสร้างกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นพิเศษ เนื่องจากจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ ควบคู่ไปกับการผลิตบัณฑิต
ที่ประชุมยังได้ผลักดันมาตรการ Talent Mobility เพื่อพาคนเก่งจากมหาวิทยาลัยไปเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเอกชน มาตรการนี้เปิดทางให้นักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถออกไปทำงานในบริษัทเอกชนได้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวยังคงนับเป็นอายุราชการเต็มเวลา และไม่เสียสิทธิประโยชน์ใดๆ จุดที่ช่วยปลดล็อกให้อาจารย์ตัดสินใจง่ายขึ้น คือการกำหนดให้ช่วงเวลาที่ไปทำงานกับเอกชน สามารถนับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้ และยังสามารถนำผลงานที่ทำร่วมกับภาคเอกชน ไปยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการได้ตามปกติ
โดยในระยะแรกจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรม BCG และสถานประกอบการขนาดใหญ่ หัวใจหลักของเรื่องนี้คือการนำความรู้จากมหาวิทยาลัยไปอยู่ในมือภาคธุรกิจโดยตรง ช่วยให้ SME และภาคอุตสาหกรรมสามารถยกระดับสินค้า และเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม

สำหรับมิติของระบบสาธารณสุข ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน ภายใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ 22 แห่ง เป้าหมายสำคัญคือการลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 1 ต่อ 922 คน ให้เหลือ 1 ต่อ 650 คน ภายในปี 2580 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์ในระบบรวมกว่า 97,763 คน ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น
ที่ประชุมอนุมัติแผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมเชิงพื้นที่ใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางแก้ปัญหาในพื้นที่ และเตรียมขยายผลสู่ 20 จังหวัดต้นแบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำ ที่ผ่านมาโครงการนี้มีผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยสามารถค้นหาคนจนได้กว่า 1.24 ล้านคน ส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแล้วกว่า 385,000 คน และเกิดโมเดลแก้จนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมแล้วถึง 458 โมเดล
นอกจากนี้ ในเชิงเศรษฐกิจยังตั้งเป้าเพิ่มสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจาก 3 เป็น 7 บริษัท ดันรายได้ธุรกิจ SME ฐานนวัตกรรมให้แตะ 75,000 ล้านบาท และผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มรายได้ถึง 3 เท่า จาก 236,000 บาท เป็น 600,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี เพื่อเป็นการวางรากฐานสู่อนาคต
ที่ประชุมยังได้ยกให้ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (AI) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ โดยมุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและต่อยอด” เพื่อสร้างอธิปไตยด้านเอไอของประเทศ ผ่านการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน GPU โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำภูมิภาคอาเซียนด้านเอไอทางการแพทย์และชีวภาพในอนาคต



