….นัดแรกผ่านไปแล้ว สำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งหัวโต๊ะ ขนาบด้วย 4 รองนายกรัฐมนตรีขุนศึกใหญ่ของรัฐบาล ประกอบไปด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่เน้นดูด้านการลงทุน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เน้นเรื่องการค้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นเรื่องกฎหมาย ประสิทธิภาพรัฐ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นเรื่องทุนมนุษย์ การสร้างคนยกระดับทักษะแรงงานใช้เทคโนโลยี
พร้อมประกาศหมุดหมายครั้งสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายใน 12 ปีข้างหน้า ขับเคลื่อนผ่าน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร, ยานยนต์อนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยาและสุขภาพ, ท่องเที่ยวคุณภาพสูง, การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมวางแนวทางการดำเนินงานผ่าน 4 กลไกหลัก ทั้งการลงทุนใหม่, การท่องเที่ยวและบริการ, การพัฒนาทุนมนุษย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ควบคู่กับเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ติดอันดับ 20 แรกของโลก และผลักดันศักยภาพอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้สูงกว่า 3% ผ่านการลงทุนใหม่และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในหลายมิติ
เป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลออกมาประกาศในครั้งนี้ ทางภาคเอกชนที่เข้าร่วมฟัง ได้มองเห็นอะไร เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มองว่า เป็นได้จริง หรือเดี๋ยวก็หายไปแบบหลายๆ นโยบายที่ผ่านมา หรืออยากต้องการเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่ อย่างไ?
เริ่มจาก “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การประชุม กรอ.นัดแรก ช่วยให้การขับเคลื่อนรัฐบาล และภาคเอกชนมีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งในที่ประชุมได้นำข้อเสนอทั้งหมดที่ภาคเอกชนเคยนำเสนอ ทั้งจากประชุม 40 ซีอีโอ กลุ่มคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และภาคเอกชนกลุ่มต่างๆ รวบรวมข้อเสนอมาได้ประมาณ 40-50 ข้อ โดยตอนนี้ได้ให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 4 คณะ เพื่อมาขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและผลักดันข้อเสนอนโยบายต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กลั่นกรองแยกแต่ละเรื่อง แล้วนำมาแยก
“คณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ เช่น ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ, ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน, ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ จะทำหน้าที่ไปร่อนนโยบายทั้ง 40-50 ข้อมาว่า เรื่องไหนจะไปอยู่ชุดไหน เรื่องไหนซ้ำก็รวมกัน จากนั้นก็จะดูว่า นโยยบายไหนควรไปอยู่ในควิกบิ๊กวิน (6 เดือน-1 ปี) และบิ๊กวิน มากกว่า 1 ปีขึ้นไป ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีใจร้อน ให้นำกลับมาเสนอในเดือนหน้าเลย ทางเอกชนที่อยู่แต่ละกลุ่มก็ต้องเร่งคัดกรอง และตอนนี้ทางสภาอุตฯ ก็มีนโยบายหลายเรื่องเรื่องไหนของสภาเองก็ทำไปควบคู่กัน โดย ส.อ.ท. จะติดตามการทำงานในทุกๆ เดือน มีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขได้ทัน เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นมากที่สุด คือ นโยบายที่ระดมสมอง ระดมพลังร่วมกันมา ถ้าดีกับประเทศ ดีกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ดีกับคนไทย ก็อยากเห็นผลทำได้จริง และมีความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งในส่วนของ ส.อ.ท. มองว่า นโยบายสำคัญที่อยากเห็นเกิดขึ้นจริงและจริงจัง คือ เมดอินไทยแลนด์ ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อลมหายใจได้ และ ส.อท. เตรียมจัดตั้งทีมสนับสนุนการทำงานในประเด็นสำคัญ
เช่น การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนงานและติดตามผล
ด้าน “ณพพงศ์ ธีระวร” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระบุว่า การเปิดเวที กรอ. ครั้งแรกนี้ มีการประกาศทิศทางเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ใน 12 ปีข้างหน้า การผลักดันจีดีพีต้องโต 3% ขึ้นไปรวมถึง 7 กลุ่มอุตสาหกรรม 4 กลไกหลัก ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นมาดีแล้ว ต่อไปก็ต้องอยู่ที่รายละเอียดกระบวนการทำแล้วว่า หลังจากได้แบ่งทีมคณะทำงานแล้ว จะสามารถนำนโยบายต่างๆ มาปฏิบัติแล้วเห็นผลได้จริงหรือไม่
“กรอบการฟังเอกชน ถือเป็นกระบวนการ ระดมแนวร่วม กำหนดเป้าหมายต่างๆ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เป้าหมายการเดินร่วม แบ่งกันเล่นกองหน้า กองกลาง กองหลัง ถือว่า สร้างพลังในการขับเคลื่อนชัดเจนดี สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้อยู่ที่การลงมือปฏิบัติแล้วว่าเห็นผลได้จริงหรือไม่อย่างไร ทางสมาพันธ์ฯ จะประเมินผลของภาพรวมทั้งหมดภายใน 3 เดือนว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีอะไรเริ่มเห็นผล มีทิศทางอย่างไร ซึ่งก็ต้องดูผลความคืบหน้าในประชุมนัดถัดไป”
สำหรับเรื่องด่วนของเอสเอ็มอี หนีไม่พ้นการต่อท่อลมหายใจ ตอนนี้ที่เห็นผลชัดสุด คือ การกระตุ้นยอดขาย ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส เห็นด้วย ไทยช่วยไทยพลัส ที่กระตุ้นยอดขายส่งตรงไปถึงรายย่อยได้ แต่ก็รู้ว่า ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ ก็ต้องดูว่า หลังหมดโครงการแล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรมากระตุ้นต่อ ส่วนการเข้าถึงสินเชื่อ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องเสี่ยง ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่ได้สินเชื่อเป็นกลุ่มขนาดกลาง ไม่ใช่กลุ่มรายย่อย
“ที่สำคัญอีกเรื่องอยากให้มีการประชุม กรอ.กลุ่มจังหวัด และ กรอ.จังหวัด ซึ่งกลุ่มนี้เคยเป็นกลไกหลักของรัฐบาลที่อยู่ในทุกพื้นที่ ซึ่งจะรู้ปัญหา รู้ความต้องการในพื้นที่ ให้ภูมิภาคช่วยร่วมคิดร่วมทำ แต่ก็ไม่อยากให้งบประมาณลงไปแต่จังหวัดใหญ่ๆ อยากให้ลงไปในจังหวัดเมืองรองด้วย เพื่อให้กระจายความเจริญไปทั่วถึง เพราะจังหวัดใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ได้งบประมาณสูงอยู่แล้ว”



