เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดแพร่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และการปฏิบัติตามมาตรฐานกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ สถานที่ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ สัญญาที่ 1 (ช่วงเด่นชัย–งาว) อำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้บริหารกิจการร่วมค้า ไอทีดี–เนาวรัตน์ เกี่ยวกับความก้าวหน้าของโครงการ มาตรการด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการความเสี่ยง และการดูแลแรงงาน ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงานจริงภายในโครงการ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่าจังหวัดแพร่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้าง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามและประเมินมาตรการป้องกันความเสี่ยงของโครงการในจังหวัดแพร่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักวิศวกรรม มาตรฐานการก่อสร้าง และกฎหมายด้านความปลอดภัยทุกประการ ทั้งในเรื่องโครงสร้างอุโมงค์ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดเวลาพัก การจัดแสงสว่าง และสวัสดิการของแรงงาน โดยพบว่าบริษัทผู้รับจ้างมีการตรวจสอบและทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ครอบคลุมทุกขั้นตอน พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันและรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ

ด้านนายอุดม แก้วพิทยาภรณ์ ผู้จัดการงานอุโมงค์ สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุอุโมงค์ถล่มในพื้นที่ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย การรถไฟแห่งประเทศไทยได้สั่งการให้ที่ปรึกษาโครงการและผู้รับจ้างทุกสัญญาเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอุโมงค์ โดยโครงการช่วงเด่นชัย–งาวได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพอุโมงค์และระบบค้ำยันอย่างละเอียด พร้อมเสริมความแข็งแรงในจุดที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีความมั่นใจว่าความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากอุโมงค์ถล่มอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากมีการดำเนินงานตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้โครงการยังมีระบบเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนตัวของอุโมงค์ตลอด 24 ชั่วโมง หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาจะเข้าตรวจสอบและดำเนินการเสริมความมั่นคง รวมถึงระบบคัดกรองและลงทะเบียนเข้า–ออกอุโมงค์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนผู้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการทำงานในพื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่



