เคทีซี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทยร่วมกันเปิดเวทีเสวนา “SME Next Move: ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อถอดรหัสทิศทางธุรกิจ SME ไทย

ข้อมูลสถานการณ์ SME ไทยของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME จำนวน 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของแรงงานภาคเอกชนไทย 

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า SME ไทยกำลังเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ที่สำคัญจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเข้าสู่สังคมอายุยืน (Demographic Change) ที่กำลังเปลี่ยนทั้งโครงสร้างแรงงานและพฤติกรรมผู้บริโภค ปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และความท้าทายในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ประสบการณ์ และความแตกต่างของสินค้าและบริการมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนและเครื่องมือสำคัญต่อการเติบโต เนื่องจากขาดประวัติทางการเงินที่ชัดเจน ไม่มีงบการเงินหรือระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน บางส่วนมีรายได้ผันผวนและพึ่งพากระแสเงินสดรายวัน ทำให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงในระดับสูง ขณะที่การเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังมีความซับซ้อนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

ทั้งนี้ SME ที่จะอยู่รอดในอนาคตควรมี 3 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ Stay Hungry มองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอ Stay Foolish พร้อมเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา และ Don’t Be Shy กล้าที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพราะ SME ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด

ด้าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน MSME หรือวิสาหกิจรายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง กว่า 3.3 ล้านรายทั่วประเทศ ยังคงเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 84 เป็นธุรกิจรายย่อย MSME สร้างการจ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน และเป็นฐานสำคัญของภาคบริการ การค้าและการผลิตของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ วันนี้ SME ไม่ได้แข่งขันกับร้านค้าข้างบ้านอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกับผู้ขายทั้งประเทศและทั้งโลกผ่านหน้าจอมือถือเครื่องเดียว

“สิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดในระยะสั้น คือมาตรการที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มสภาพคล่องให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะปัญหาใหญ่ของ SME วันนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่คือไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะลงมือทำ หลายธุรกิจยังขาดข้อมูลในการตัดสินใจ ขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ และยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐและภาคเอกชนรายใหญ่ได้อย่างเต็มศักยภาพ”

สำหรับปี 2569 การยกระดับศักยภาพของ MSME ไทยต้องมองไกลกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยต้องเร่งสร้างโอกาสในกลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรและอาหารมูลค่าสูง การท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุขภาพและเวลเนส ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจุบัน 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคตของไทยมีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย สร้างการจ้างงานกว่า 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้รวมกว่า 39 ล้านล้านบาท 

สะท้อนโอกาสใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งเข้าไปมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะและศักยภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจที่จะอยู่รอดในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มียอดขายมากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่บริหารสภาพคล่องได้ดี ใช้ข้อมูลเป็น และปรับตัวได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด

ขณะที่ นางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูล Payment Data Indicators จากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าการชำระเงิน e-Payment ของคนไทยเติบโตต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต / บัตรเดบิต / Thai QR PromptPay / e-money  / Internet & Mobile Banking 

โดยแต่ละรูปแบบตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่าง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้วิธีชำระเงินรูปแบบเดียวในทุกสถานการณ์อีกต่อไป แต่เลือกวิธีชำระเงินตามประเภทสินค้าและประสบการณ์ที่ต้องการมากขึ้น ส่งผลให้ระบบชำระเงินไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘กลไกสำคัญที่ส่งผลต่อการปิดการขาย’ และโอกาสในการกลับมาซื้อสินค้า/บริการซ้ำของลูกค้า SME ที่มีทางเลือกการรับชำระเงินครบ 

สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าและมีทางเลือก เช่น การผ่อนชำระด้วยบัตรเครดิตสำหรับสินค้ามูลค่าสูง จะมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่า หากร้านค้ามีลูกค้า 100 คน และมี 20 คน ที่พร้อมซื้อ แต่ไม่สามารถจ่ายด้วยวิธีที่ต้องการได้ โอกาสทางธุรกิจเหล่านั้นอาจหายไปทันที”

เคทีซีให้บริการระบบรับการชำระเงิน Digital Payment สำหรับธุรกิจร้านค้ามีหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ รองรับบัตรเครดิต บัตรเดบิต (วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี ยูเนี่ยนเพย์ และ ITMX) พร้อมเพย์ (PromptPay) และอาลีเพย์พลัส อี-วอลเลตกว่า 30 ประเทศ (Alipay+ e-wallets) จากข้อมูลร้านค้าสมาชิกของเคทีซีในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีปริมาณรายการเติบโต 6.8% และมูลค่าเติบโต 7% โดยเฉพาะรายการชำระเงินออนไลน์เติบโต 13.8% และการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย Alipay+ และบัตรเครดิตเติบโตถึง 19.6% กับมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการกว่า 4,000 บาทต่อบิล สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงกำลังซื้อในช่องทางออนไลน์และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 

นอกจากการรับชำระเงินแล้ว “Data” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ลึกขึ้น ทั้งช่วงเวลาที่มียอดขายสูง ประเภทสินค้าที่สร้างรายได้ และแนวโน้มการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการบริหารสต็อกสินค้า วางแผนการตลาด และบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ได้เปรียบในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีลูกค้ามากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่เข้าใจข้อมูลของลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะข้อมูลช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว แม่นยำ และลดต้นทุนจากการลองผิดลองถูก

“สภาพคล่องยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ SME โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การได้รับเงินเร็วขึ้นช่วยให้ร้านค้าบริหารเงินหมุนเวียน เพิ่มรอบหมุนสินค้า วางแผนสต็อก และต่อยอดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ“

การเติบโตของ SME ในอนาคตจะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การเข้าถึงเทคโนโลยี และความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างทันท่วงที ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในเศรษฐกิจดิจิทัล 

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ควรมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ 1.ระบบบัญชีและข้อมูลทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้  2.การบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย  3.ความสามารถในการใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายประกอบการตัดสินใจ  4.ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบรับชำระเงินที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว