จากกรณีตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตรวจพบ การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของสังคมขณะนี้

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์เดลินิวส์ว่า เหตุการณ์ นี้มีเครือข่ายที่ใหญ่มาก กลายเป็นว่าตอนไปสอบจะคิดจะตอบอะไรก็ได้ เผลอ ๆ ไม่ต้องตอบก็ได้ แต่เขาจะไปแก้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ไปแก้ข้อมูลในกระดาษคำตอบให้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นเรื่องที่น่าอับอายในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน ซึ่งการสอบครั้งนี้เมื่อเทียบกับ สอบข้าราชการสามัญที่ สำนักงานก.พ. ดำเนินการนั้นถือว่ามีปัญหาน้อยมาก แม้จะมีผู้เข้าสอบจำนวนมาก และจัดสอบบ่อย แต่การสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทยกลับมีปัญหา ซึ่งเป็นคำถามใหญ่ที่ต้องหาคำตอบ

เทียบได้กับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ให้เอกชนบริหารซึ่งมีประสิทธิภาพและผลตอบแทนดี แต่กองทุนประกันสังคมที่ให้ข้าราชการกระทรวงแรงงานบริหารกลับมีปัญหาเยอะ ทั้งการใช้เงินฟุ่มเฟือย ความเสียหายจากการซื้อตึกแพงกว่าราคาประเมินเท่าตัว,ต่อให้ระบบจะดีแค่ไหน หากคนยังคดโกงและไม่มีวัฒนธรรมเคารพความซื่อสัตย์หรือศักดิ์ศรีของตนเอง ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าว

ดร.มานะกล่าวต่อว่า ปัญหาการโกงในงานบริหารบุคคลและการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นมีมานานแล้ว แม้จะมีการเปลี่ยนมาใช้ระบบสอบรวมในช่วงหลังการปฏิวัติ แต่จากการสอบ 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าครั้งแรกโกงน้อย แต่ครั้งที่ 3 และ 4 กลับมีการโกงกันอย่างมโหฬารจนรู้กันทั่ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความพยายามที่จะกลับไปให้ท้องถิ่นจัดสอบเองเหมือนในอดีต ซึ่งที่ผ่านมาการเลื่อนตำแหน่งหรือการย้ายส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยเส้นสาย ทำให้คนดี ๆ มีโอกาสก้าวหน้าน้อยเกินไป

  ดร.มานะยังกล่าวอีกว่า จุดเปลี่ยนการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นสำคัญน่าจะอยู่ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่มีการโกงสอบโดยนำญาติและพรรคพวกที่จ่ายเงินเข้าสู่ตำแหน่ง ทำให้หน่วยงานได้คนไม่มีคุณภาพ แม้มหาวิทยาลัยจะมีศักยภาพและเครือข่ายในการจัดสอบ แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องการแทรกแซงหรือการแฮกระบบ ซึ่งสังคมต้องการคำตอบที่ชัดเจนจาก ป.ป.ช. และตำรวจ มากกว่าการชี้แจงจากกระทรวงมหาดไทย ที่ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน, หากมีการตรวจสอบพบเอกสารคำตอบจำนวนมากใน “ซ่องโจร” จะสามารถนำไปสู่เส้นทางการเงินของผู้จ่ายเงินกว่า 9,000 คน และต้องสืบให้ถึงว่าเงินโอนไปถึงใคร โดยต้องเน้นจัดการขบวนการรับเงินระดับใหญ่มากกว่าแค่ข้าราชการตัวเล็ก ๆ เพราะขบวนการระดับนี้ต้องมีนักการเมืองเข้ามาชักใยแน่นอน

  ดร.มานะกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการใช่เอไอเข้ามาช่วยการตรวจข้อสอบหรือการจัดสอบนั้น สามารถช่วยตรวจสอบการโกงได้แน่นอน แต่ต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประเมินได้ ปัจจุบันข้อมูลภาครัฐยังไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เช่น ส่งเป็นไฟล์ JPG หรือ PDF ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลไม่ได้ หรือมีข้อมูลที่เป็นขยะมากเกินไป รวมถึงระบบข้อมูลภาครัฐไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ต่างคนต่างทำฐานข้อมูลของตนเองจนสิ้นเปลืองและไม่สามารถนำข้อมูลมาสอบยันกันได้ การตรวจสอบจึงเป็นเรื่องยาก,

 “แม้การจัดการคนโกงตัวใหญ่จะเป็นเรื่องยากในระบบเส้นสายของไทย แต่การที่สื่อมวลชน สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ช่วยกันเปิดเผยข้อมูลถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ กระบวนการที่ใหญ่ขนาดนี้ต้องอาศัยอำนาจระดับนายกรัฐมนตรีในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นกลาง อย่าปล่อยให้มหาดไทยสอบกันเอง หรือต้องรอ ป.ป.ช..ตรวจสอบเพราะใช้เวลานานหลายปี ดังนั้นรัฐบาลควรทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน เช่น การเชิญอาจารย์วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. มาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเรียกเสียงปรบมือจากคนไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง”ดร.มานะ กล่าวทิ้งท้าย