เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ร้านกาแฟ “ปากาคอฟฟี่” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟอราบิก้าดอยช้างป่าแป๋ หมู่บ้านวังหลวง หมู่ 1 ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน หลังพบว่าเป็นกาแฟพิเศษที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ประกอบด้วยกาแฟกลิ่นมะขามป้อม กลิ่นเหล้ารัม และกลิ่นไวน์แดง

ด้านนายภัทร์ไพบูลย์ เรือนสอน อายุ 55 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟอราบิก้าดอยช้างป่าแป๋ เป็นผู้คิดค้นสูตรดังกล่าว เผยว่า มีลูกค้าทั้งภายใน จ.ลำพูน และจากต่างจังหวัด แวะเวียนเข้ามาซื้อกาแฟคั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม และกาแฟสูตรพิเศษอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในการชงกาแฟสูตรพิเศษ ทางร้านได้ชงเหมือนกาแฟปกติ เมื่อชงเสร็จพร้อมเสิร์ฟ กาแฟจากกลิ่นมะข้ามป้อมจะมีกลิ่นผลไม้ชนิดนี้อยู่ในกาแฟ ขณะที่กลิ่นเหล้ารัมและไวน์แดง จะมีกลิ่นเหล้ารัม กลิ่นไวน์แดง ลอยออกมาจากกาแฟในแก้วนั้นๆ ด้วย

ภายในร้าน นอกจากมีกาแฟให้บริการ ยังมีป้ายหลากหลายขนาด บอกเรื่องราวที่มาของกาแฟอราบิก้าดอยช้างป่าแป๋ ทั้งสภาพภูมิประเทศดอยช้างป่าป๋าที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 – 1,440 เมตร จำนวนพื้นที่ป่าไม้บนดอยช้างป่าแป๋ จำนวนคาร์บอนเครดิต ที่เกิดบนดอยดังกล่าว วิถีชีวิตชาวปกาเกอะญอบนดอยช้างป่าแป๋ การสถาปนาเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชุมชนดอยแห่งนี้ ตามมติ ครม.เมื่อ 3 ส.ค. 2553 และป้ายอื่น ๆ ที่บอกความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงและสภาพแวดล้อมบนดอยช้างป่าแป๋ รวมไปถึงกรอบภาพบอกจำนวนคอฟฟี่สกอร์ หรือคะแนนประเมินมาตรฐานคุณภาพเมล็ดกาแฟโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟอราบิก้าดอยช้างป่าแป๋ อ.บ้านโฮ่ง ได้รับในระดับคุณภาพ และป้ายประกาศเกียรติคุณ วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ในปี 2561 ที่วิสาหกิจชุมชนนี้ได้รับด้วยเช่นกัน

นายภัทร์ไพบูลย์ เผยต่อว่า ทำร้านกาแฟมา 16 ปี โดยรวบรวมชาวบ้านปกาเกอะญอ 25 ครัวเรือน บนดอยช้างป่าแป๋มาทำเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ต้องรวบรวมเนื่องจากยังไม่เคยมีการรวมตัวกัน แต่คนบนดอยนี้ปลูกกาแฟอยู่แล้ว จากเดิมกลุ่มทำเพียงกาแฟคั่วปกติ ต่อมาได้ทำกาแฟสูตรพิเศษเพื่อพัฒนาขั้นตอนการทำกาแฟ จนได้กาแฟกลิ่นมะข้ามป้อม และการแฟกลิ่นไวน์ ที่เกิดจากการหมัก โดยกาแฟกลิ่นไวน์แดง ต้องหมักกาแฟไม่ให้มีอากาศเข้าไปกระทบเมล็ดยาวนานถึง 30 วัน ก่อนนำไปตากแห้ง คั่ว กระทั่งได้กลิ่นไวน์แดงในที่สุด ส่วนกาแฟกลิ่นเหล้ารัม จะใช้เหล้ารัมในกระบวนการบ่ม เพื่อให้เกิดกลิ่นหลังจากคั่วเสร็จ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์เจือป่นอยู่ในกาแฟ มีเพียงกลิ่นเหล้ารัมเท่านั้น ซึ่งทั้ง 3 กลิ่นเริ่มจากดูวิธีการทำจากต่างประเทศ จากนั้นลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ใช้เวลากว่า 2 ปีจึงลงตัว

“ใหม่ๆ รสชาติก็พอได้ แต่ก็มีการปรับปรุงเรื่องระยะเวลาหมักให้เหมาะสมกับอากาศบ้านเรา ความเข้มข้นของ 3 กาแฟชนิดพิเศษนี้ จะเป็นการคั่วอ่อน จึงทำให้มีปริมาณคาเฟอีนมากเป็นพิเศษ ทำให้เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกตื่นตัว ไม่ง่วง ทั้งหมดนี้เป็นการผสมผสานรสชาติกาแฟและกลิ่นแต่ละชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้าตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ทางกลุ่มจะทำเพียงปีละ 1 ครั้ง หากหมดแล้วจะไม่ทำอีก จะต้องในปีต่อไป” นายภัทร์ไพบูลย์ กล่าว

นายภัทร์ไพบูลย์ กล่าวต่อด้วยว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตจะทำกาแฟกลิ่นอื่นอีกหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเคยทดลองทำบางกลิ่นในกาแฟ ใช้ยาคูลท์ในการขั้นตอนการทำ ผลลัพธ์คือได้กลิ่นและรสชาติมีความหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ แต่ก็ไม่ทำต่อเนื่อง ทั้งนี้ราคาขายของกาแฟพิเศษ ทางกลุ่มขายแก้วละ 60 บาท ถ้าเป็นถุงในปริมาณ 200 กรัม ราคา 300 บาท ส่วนกาแฟคั่วแบบต่างๆ ถุงละ 240 บาทในปริมาณ 200 กรัมเช่นเดียวกัน

“ปริมาณที่กลุ่มทำ ทำเพียงจำกัด ถ้ามีสั่งเพิ่มก็ไม่ทำ เพราะต้องการคงความเป็นกาแฟของกลุ่มดอยช้างป่าแป๋ไว้เป็นเอกลักษณ์ ไม่เน้นปริมาณ ที่สำคัญจำนวนเมล็ดกาแฟที่ได้ในแต่ละปีมีจำนวนจำกัดด้วย ที่ผ่านมาเคยมีบางร้านเคยทำกาแฟในขั้นตอนคล้ายๆ ที่กลุ่มทำ ผลลัพธ์คือความแตกต่างของรสชาติและกลิ่น ตามสภาพภูมิประเทศที่ปลูกกาแฟและสภาพอากาศ เหมือนต่างคนต่างทำกับข้าว รสชาติหรือที่เรียกว่า “รสมือ” ที่ออกมาจะไม่เหมือนกัน ส่วนกาแฟของกลุ่มดอยช้างป่าแป๋ จะปรับปรุงไปต่อไปเรื่อยๆ” นายภัทร์ไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย.