เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่เมืองอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากระบวนการระงับข้อพิพาททางทะเล ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) พร้อมชี้แจงกรอบแนวคิดของรัฐบาลไทยต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชา ว่า ได้หารือกับผู้ประนอมฝ่ายไทยถึงความคืบหน้าในการเลือกประธานกรรมาธิการกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) โดยกระบวนการคัดเลือกประธานฯ จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน แม้ตามกฎหมายจะไม่ได้ระบุว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศคู่กรณี แต่ในทางปฏิบัติควรเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าว คณะกรรมาธิการจะกำหนดกรอบวิธีการทำงาน และเชิญประเทศไทยไปนำเสนอข้อมูล โดยคาดว่าจะมีการประชุมร่วมกันทุก 1-2 เดือน
“ประเทศไทยอยู่ในสังคมโลกซึ่งมีกติกา ในฐานะภาคี UNCLOS เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หากไทยไม่ยอมรับกระบวนการภาคบังคับนี้ เราก็จะไม่สามารถแต่งตั้งผู้ประนอมฝ่ายไทยได้ และจะส่งผลต่อความเชื่อถือของประเทศในเวทีโลก เวลาไปเจรจาข้อตกลงอื่น ๆ ยืนยันว่าไทยจะต่อสู้ตามกระบวนการอย่างเต็มที่และดีที่สุด” รมว.การต่างประเทศ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไทย-กัมพูชา ปี 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในไหล่ทวีป (OCA) มีเจตนาเพื่อให้เกิดการเจรจาภายใต้บริบทใหม่ เนื่องจากหากยังคงใช้ MOU 2544 ต่อไป การเจรจาจะไม่มีวันสำเร็จ เพราะกรอบเดิมตั้งอยู่บนพื้นฐานการอ้างสิทธิของกัมพูชาที่ขีดเส้นผ่าเกาะกูด ซึ่งฝ่ายไทยไม่ยอมรับ ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS จึงยังไม่จำเป็นต้องก้าวไปถึงขั้นการประนีประนอมภาคบังคับ แต่สามารถใช้แนวทางประนีประนอมโดยสมัครใจได้ หากได้ข้อยุติในพื้นที่ทางทะเล ก็จะช่วยเปิดทางไปสู่การเจรจาพื้นที่ทางบกที่กัมพูชาให้ความสำคัญต่อไปได้ง่ายขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า มีโอกาสจะยกเลิก MOU ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า MOU 2543 ยังคงมีประโยชน์และควรเดินหน้าต่อ หากตัดมิติทางการเมืองออกไป เนื่องจากมีการตกลงเรื่องหลักเขตแดนไปได้มากแล้ว
พร้อมกันนี้ ได้ชี้แจงข้อกังวลเรื่องแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่เคยทำให้ไทยเสียเปรียบในคดีปราสาทเขาพระวิหาร โดยระบุว่า ใน MOU 2543 เปิดช่องให้ใช้เอกสารและหลักฐานอื่น ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะแผนที่ดังกล่าว โดยจะต้องพิจารณาเนื้อหาในสนธิสัญญาและหลักสันปันน้ำตามธรรมชาติเป็นสำคัญ
“สำหรับการต่างประเทศยุคปัจจุบัน การรับฟังเสียงของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ กระทรวงการต่างประเทศยึดผลประโยชน์ของชาติและกฎหมายเป็นหลัก อะไรที่ประชาชนมีข้อกังวล เราพร้อมรับฟังและดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่มีอะไรปิดบัง” นายสีหศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดของไทยภายใต้กรอบ UNCLOS รมว.การต่างประเทศ ระบุว่า ไม่อยากให้มองไปถึงขั้นนั้น เพราะเมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว เส้นเขตแดนที่กัมพูชาอ้างสิทธินั้น ไม่น่าเป็นไปได้ กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมพร้อมรับมือในทุกฉากทัศน์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย และมุ่งเจรจาเพื่อหาทางออกที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win) เพื่อให้เป็นข้อตกลงที่ยอมรับได้และยั่งยืนร่วมกัน



