เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงการเปิดตัวโครงการ Thailand FastPass อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ว่า นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เท่านั้น แต่คือการรื้อถอนและปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “ทุนข้ามชาติ” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ  เพราะ

1.การทลายคอขวดระบบราชการ : การลดต้นทุนเชิงเวลา จากที่ในอดีต ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมักถูกบั่นทอนด้วยความล่าช้าของระบบอนุมัติอนุญาต นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมไฮเทคต้องผ่านกระบวนการราชการเฉลี่ยถึง 9 เดือน เนื่องจากกฎหมายและข้อบังคับกระจายอยู่ภายใต้การดูแลของหลายกระทรวง

การบูรณาการ 8 หน่วยงานหลัก ภายใต้การนำของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานด้านพลังงาน ถือเป็นการทลายกำแพงไซโล (Silo) ของระบบราชการไทย การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ยืนยันตัวตนแล้วเริ่มงานได้ทันที เช่น การตอกเสาเข็มหรือการสั่งซื้อเครื่องจักร ถือเป็นการลดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ  

2. Thailand FastPass เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “ระบบควบคุมและตรวจสอบล่วงหน้า” (Pre-Approval) ไปสู่ “ระบบการรับรองตนเองและการตรวจสอบย้อนหลัง” (Self-Certification & Post-Audit) กลไกนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางพฤติกรรมศาสตร์ว่า หากรัฐให้ความไว้วางใจและอำนวยความสะดวกขั้นสูงสุดแก่เอกชน เอกชนจะตอบสนองด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม หากกลไกการตรวจสอบย้อนหลัง (Post-Audit) ของรัฐไม่มีประสิทธิภาพ หรือขาดความโปร่งใสทางดิจิทัล (Digital Transparency) อาจมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ฉวยโอกาสละเลยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (EIA) มาตรฐานวิศวกรรม หรือละเมิดสิทธิแรงงานเพื่อลดต้นทุน หน่วยงานกำกับดูแลที่จะต้องยกระดับเทคโนโลยีในการสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงและเด็ดขาดพอที่จะป้องปรามการกระทำผิด

3. สมการ 7 แสนล้านบาท กับเป้าหมายการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าการบูรณาการครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 7 แสนล้านบาทภายในปีนี้ และเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในการพาประเทศไทยไปสู่สถานะ “ประเทศที่มีรายได้สูง” (High-Income Country) ภายใน 12 ปี ซึ่งเร็วกว่าแผนยุทธศาสตร์เดิมถึง 8 ปี

เม็ดเงิน 7 แสนล้านบาทที่หลั่งไหลเข้ามาผ่านทาง FastPass จะต้องถูกคัดกรองให้อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology Transfer) และการยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) ไม่ใช่เพียงการเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานประกอบชิ้นส่วนต้นทุนต่ำ

การที่ 23 บริษัทแรกได้รับอนุมัติบัตร Fast Pass แสดงให้เห็นถึงสัญญาณตอบรับเชิงบวกที่ชัดเจนจากภาคอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับพันธสัญญาสองประการที่รัฐบาลให้ไว้กับนักลงทุน เสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐาน คำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าจะไม่มีปัญหาไฟดับ น้ำไม่ไหล หรือขาดแคลนพลังงาน จะต้องถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติด้วยความแม่นยำเชิงวิศวกรรมและการวางแผนระบบสาธารณูปโภครองรับในระยะยาว

รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “ช่องทางด่วน” นี้ ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption) การตรวจสอบย้อนหลังต้องทำอย่างเสมอภาคและโปร่งใส แล้วนโยบายนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ และทวงคืนตำแหน่งศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสง่างาม