เมื่อวันที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนโลกออนไลน์กำลังมีการแชร์และร่วมแสดงความคิดเห็นในกระทู้หนึ่งจากเว็บไซต์ Pantip.com ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ทรมานใจของคนเป็นพ่อ โดยระบุว่า ลูกชายคนเล็กปัจจุบันอายุย่าง 22 ปี เริ่มป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่อยู่ชั้น ม.6 เคยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและทานยามาโดยตลอด แต่ปัญหายังส่งผลกระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง
โดยคุณพ่อเล่าว่า ลูกชายเคยสอบติดคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นคณะที่เลือกเอง แต่ด้วยบุคลิกที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก ไม่มั่นใจในตัวเอง และกลัวการเข้าสังคมอย่างรุนแรง เมื่อต้องเจอกับการทำงานกลุ่มและการปรับตัว ทำให้เกิดความเครียดสะสม สมาธิสั้นลง คิดวนเวียน จนสุดท้ายเรียนต่อไม่ไหวและต้องลาออกตอนอยู่ชั้นปีที่ 3
ต่อมาครอบครัวได้วางแผนร่วมกับลูก โดยเปลี่ยนมาเรียนหลักสูตร ปวส. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ณ วิทยาลัยเทคนิคใกล้บ้าน เพราะคิดว่าน่าจะกดดันน้อยกว่าและจบเร็วกว่า แต่เมื่อเปิดเทอมเรียนจริงได้เพียง 3 สัปดาห์ ลูกชายกลับมีอาการต่อต้านระบบการเรียน พยายามหลบเลี่ยงผู้คน โดดเรียนกลับมานอนซึมเศร้าอยู่บ้าน และแยกตัวออกจากสังคมหนักกว่าเดิม จนคุณพ่อประเมินว่าน่าจะเรียนไม่จบอีกรอบ
“โครตทุกข์ใจมากครับ ไหนจะเรื่องการป่วยซึมเศร้า ไหนจะเป็นเรื่องนิสัยบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาของตัวลูกเอง มันส่งเสริมกันทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีขึ้นเลย… จนแยกไม่ออกว่าพฤติกรรมที่แสดงออกของเค้านั้น มาจากโรคซึมเศร้า หรือมาจากนิสัยของเค้าเอง” คุณพ่อระบุในกระทู้
เครียดจัดจนมืดแปดด้าน ยอมรับเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
ความกดดันทั้งหมดส่งผลให้คุณพ่อเริ่มหมดไฟและเกิดความเครียดสะสม จนถึงขั้นตั้งคำถามว่า หากจะให้ลูกดรอปเรียนออกมาอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่ให้เงิน เพื่อบีบให้ไปหางานทำเอง จะดีกว่าฝืนดันให้เรียนต่อไปหรือไม่ เพราะเชื่อว่าฝืนไปก็คงไม่ไหว
พร้อมทั้งยอมรับด้วยความสัตย์จริงว่า เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจกับการดูแลลูกชายคนนี้อย่างมาก จนถึงจุดที่รู้สึกว่า หากวันหนึ่งลูกเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลง ตนเองก็อาจจะยอมรับมันได้ง่ายขึ้น เพราะมองไม่เห็นหนทางเลยว่าลูกจะใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับคนอื่นในสังคมบนโลกความเป็นจริงได้อย่างไร
ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจ ชี้ต้องรักษา “ใจพ่อแม่” ก่อนแก้ปัญหาลูก
หลังจากกระทู้ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตและสมาชิกพันทิปเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจคุณพ่ออย่างล้นหลาม พร้อมทั้งร่วมแชร์มุมมองและคำแนะนำที่น่าสนใจ อาทิ:
- แนะหยุดเรื่องเรียนไว้ก่อน: สมาชิกหลายรายมองว่า ควรถอยเรื่องการเรียนออกมาก่อน เพราะวุฒิการศึกษาอาจไม่สำคัญเท่าชีวิตของลูก ในเมื่อสารเคมีในสมองยังไม่นิ่ง การกดดันให้ไปโรงเรียนยิ่งเป็นการกระตุ้นให้อาการแย่ลง
- หางานที่ไม่ต้องเจอผู้คน: มีผู้แนะนำว่า ในเมื่อลูกชอบอยู่กับคอมพิวเตอร์และโลกส่วนตัวสูง ลองหากิจกรรมหรือเซฟโซนที่เขาสามารถทำคนเดียวได้ เช่น งานออนไลน์, งานคีย์ข้อมูล หรือฟรีแลนซ์สั้นๆ เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า
- พ่อแม่ต้องพบจิตแพทย์ด้วย: ชาวเน็ตส่วนใหญ่เป็นห่วงสภาพจิตใจของคุณพ่อ โดยชี้ว่าการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าเปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอนที่คนดูแลจะหมดพลังก่อนไม่ได้ คุณพ่ออาจจะต้องเข้าพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดความเครียดของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีพลังรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างมีสติ
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นสะท้อนภาพความจริงของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องรับมือกับโรคซึมเศร้า ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่ต้องการการรักษา แต่คนรอบข้างและครอบครัวก็จำเป็นต้องได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนทางจิตใจอย่างมากเช่นกัน
ที่มา Pantip



