สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า กลุ่มพันธมิตรพลเมืองเพื่อสิทธิมนุษยชนเกาหลีเหนือ (เอ็นเคเอชอาร์) ระบุในรายงานร่วมกับกลุ่มวิจัยดาต้า เดสก์ ของสหราชอาณาจักร ว่า การค้าดังกล่าวเร่งตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค. 2567 เมื่อรัสเซียใช้สิทธิวีโต้การต่ออายุคณะทำงานอิสระของยูเอ็น ที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลเปียงยาง
กลุ่มดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการนับจำนวนเรือขนาดใหญ่ ที่มองเห็นท่าเรือสำคัญ 5 แห่งของเกาหลีเหนือ โดยพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า เป็น 3,756 ลำ ในปี 2568 จาก 783 ลำ ในปี 2562 ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าทั้งหมด ที่มีความสามารถในการบรรทุกสินค้าอื่น ๆ เช่น เหล็กและอาวุธ ไม่ใช่เฉพาะถ่านหินเท่านั้น
ที่เมืองนัมโป ซึ่งมีท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุด และเป็นประตูหลักสำหรับการขนส่งถ่านหิน จำนวนเรือที่ถูกพบเห็นเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3,000 ลำ ในปีที่แล้ว จาก 554 ลำ ในปี 2562 ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในบันทึกของกลุ่ม
North Korea’s sanctioned coal trade rebounds as UN monitoring lapses, rights group says https://t.co/CwQMk7iaXD
— The Straits Times (@straits_times) June 30, 2026
รายงานยังวิเคราะห์ข้อมูลการติดตามเรือ โดยพบว่า เรือที่ถูกคว่ำบาตรเข้าเทียบท่าในต่างประเทศบ่อยขึ้น หลังจากที่การกำกับดูแลของสหประชาชาติถูกล้มเลิก โดยเพิ่มขึ้นเป็น 25 ครั้งในปีที่แล้ว จาก 4 ครั้งเมื่อ 7 ปีก่อน
รายงานระบุว่า การค้าถ่านหินของเกาหลีเหนือ ดำเนินการโดยบริษัทที่เชื่อมโยงกับกระทรวงกลาโหมเกือบทั้งหมด ซึ่งจะส่งรายได้ไปยังหน่วยงานทางทหาร และหน่วยงานความมั่นคง ที่ดำเนินการเหมือง และค่ายกักกันของประเทศ
รายงานระบุว่า เหมืองแร่เหล่านี้ดำเนินการโดยนักโทษทางการเมือง ทหารที่ไม่ได้รับค่าจ้าง และลูกหลานของเชลยศึกชาวเกาหลีใต้ ที่ไม่ได้กลับบ้านหลังความขัดแย้งระหว่างปี 2493-2496 ซึ่งคาดว่ามีจำนวน 50,000-80,000 คน ที่ถูกจำกัดให้ทำงานในเหมือง โดยระบบวรรณะสืบทอดทางสายเลือด.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



