เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมสรุปผลการดำเนินงาน ภาวะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ Diabetes Mellitus Remission (DM Remission) ภายใต้โครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการบริการผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบในบริบทของประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขยายบริการเบาหวานระยะสงบผ่านระบบบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานฯ และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบการเรียนรู้ทางไกล “E-learning DM Remissionโดยเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ 2 ก.พ. 2569 เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริการสุขภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายองค์ความรู้มาตรฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวานไปสู่บุคลากรในหน่วยบริการทั่วประเทศ ช่วยให้ทีมสหวิชาชีพนำไปประยุกต์ใช้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งการขับเคลื่อนงานเบาหวานระยะสงบ (DM Remission) เป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับระบบบริการสุขภาพจากการมุ่งรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลตนเอง สอดคล้องกับพันธกิจของ สสส. ในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ และขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับอำเภอ จังหวัด และเขตบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย

“ระบบ E-learning DM Remission จะช่วยอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีระบบลงทะเบียนและติดตามผลการเรียนรู้ มีการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน รวมถึงระบบให้คำปรึกษาหลังการอบรม ขณะที่ผู้ป่วยจะได้รับความรู้ ทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งด้านอาหาร กิจกรรมทางกาย โดยหน่วยบริการและทีมสหวิชาชีพทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ประชาชนควบคุมโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”  นพ.เฉวตสรร กล่าว

CHUENCHEEWAA

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเผชิญสถานการณ์โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้วยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562-2563 พบ ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% ในปี 2540 เป็น 9.5% ในปี 2563 หากใช้ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) เป็นค่าที่ใช้วัดระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลัง 2-3 เดือน ร่วมในการวินิจฉัย จะพบความชุกของโรคสูงถึง 11% แต่กลับมีผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายเพียง 26.3% ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ทั้งโรคจอประสาทตา ตาบอด ไตวาย  เบาหวานลงเท้า และโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งในช่วงปี 2561-2564 ไทยมีต้นทุนการรักษาผู้ป่วยเบาหวานนอกโรงพยาบาลสูงถึง 1,344 ล้านบาทต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นการผลักดันให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ใกล้เคียงคนปกติ ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการใช้ยา และยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพในระยะยาว

“ระบบ E-learning หลักสูตร DM Remission ที่พัฒนาร่วมกับ สสส. จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลเป็นมาตรฐานมากขึ้นได้รับการตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศ มีผู้ลงทะเบียนเรียนสะสม 6,884 คน และมีผู้สำเร็จหลักสูตรแล้ว 2,148 คน คิดเป็น 31.2% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยพยาบาลวิชาชีพเป็นกลุ่มผู้เรียนมากที่สุด  4,200 คน รองลงมาคือ นักวิชาการสาธารณสุข 980 คน และแพทย์ 671 คน นอกจากนี้ยังมีนักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นๆ  และได้รับความพึงพอใจในระดับสูง ทั้งด้านคุณภาพของระบบและเนื้อหาวิชาการ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานอย่างเป็นรูปธรรมในหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs)” ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว.