สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ว่าการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ( อังค์ถัด ) เผยแพร่รายงาน ว่าแม้การกลับมาเปิดใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดในตลาดพลังงานได้ในทันที แต่ประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนอาหาร และเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน


ทั้งนี้ ระบบอาหารและการขนส่งมีแนวโน้มใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าตลาดพลังงาน เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบต้องใช้เวลาในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของโลก เผชิญความปั่นป่วนนานกว่า 100 วัน


แม้ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อังค์ถัดเตือนว่า ต้นทุนเชื้อเพลิง ก๊าซ และปุ๋ยที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการเกษตร ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของครัวเรือน


ประเทศที่มีความเปราะบางยังคงได้รับผลกระทบอย่างมาก จากความผันผวนของราคาน้ำมันและปุ๋ย ขณะที่ราคาอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อครัวเรือนรายได้น้อย โดยการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารเพียง 5% สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะประสบภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันได้อย่างมีนัยสำคัญ


ทั้งนี้ อังค์ถัดระบุชื่อประเทศและเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางจำนวน 61 แห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและธัญพืช อันเกี่ยวเนื่องกับการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในนั้นคือ กาบูเวร์ดี หรือเคปเวิร์ด ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก และเผชิญต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจยังคงดำเนินต่อไป แม้ตลาดพลังงานจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม


นอกจากนี้ ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารหลัก เช่น เยเมน ยังคงมีความเปราะบางสูง เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอไม่สามารถรองรับต้นทุนธัญพืชและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้


อังค์ถัดจึงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ให้การสนับสนุนประเทศซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพื่อช่วยฟื้นฟูจากผลกระทบของวิกฤติครั้งล่าสุด.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS