นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้วนั้น เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา จะช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ในส่วนของข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์
“เมื่อ พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้ จะเป็นกลไกสำคัญทำให้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ได้ อาทิ ข้อมูลด้านศุลกากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ซึ่งช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดมูลค่าความเสียหาย และสามารถติดตามเงินคืนให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขณะเดียวกันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ การกำหนดนโยบายสวัสดิการตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงดีอี ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่มีความเกี่ยวโยงกับ “สแกมเมอร์” ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4 เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย ธนาคาร โดยจากการบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง 5 หน่วยงานดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มูลค่าความเสียหายจาก สแกมเมอร์ ลดลง โดยสถิติมูลค่าความเสียหายในเดือน มิ.ย.69 มีจำนวน 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือน มี.ค.69 ที่มีจำนวนประมาณ 2,111 ล้านบาท โดยลดลง 1,581 ล้านบาท หรือประมาณ 74.89 % ภายใน 4 เดือน



