วันที่ 1 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย จับกุมพนักงานสายการบินไทย หลังจากตรวจพบซุกซ่อนเฮโรอีนหนัก 1 กิโลกรัม เข้าประเทศออสเตรเลีย จะกระทบกับเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศและการขออนุญาตวีซ่าหรือไม่ว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล จะไปเหมารวมว่าคนไทยไปแล้วจะไม่ให้วีซ่า เชื่อว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะเป็นการกระทำผิดรายบุคคล

ส่วนเรื่องการตรวจสอบผู้โดยสารขาออก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ได้แจ้งให้สนามบินใช้มาตรการที่เข้มข้น เช่นเดียวกับขาเข้าที่มีการตรวจกระเป๋าและสัมภาระของผู้โดยสารขาเข้าอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องวัตถุระเบิด สิ่งผิดกฎหมาย ส่วนขาออกเป็นการตรวจวัตถุอันตราย เพื่อเป็นการป้องกันและการกระทำความผิด

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเข้าใจการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพราะสิ่งใดที่ทำถูกต้องและปลอดภัย คิดว่าจะได้รับการสนับสนุนอยู่แล้ว อาจจะกระทบบ้างแต่มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ได้กำชับตำรวจท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ เช่น กรณีต่างชาติที่เดินทางมาอยู่ในประเทศไทยและขนยาเสพติดไปก็มี หรือคนไทยที่เดินทางและมีเรื่องยาเสพติด โดยในส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ดูแลคือ นักท่องเที่ยวที่อยู่เกินกำหนดเวลา หรือมีการกระทำความผิด หรือการพักพิงต่างๆ ก็ต้องกวดขัน ต้องไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย หากพบต้องดำเนินการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนเรื่องมาตรการของสนามบิน เช่น การตรวจคนเข้าเมืองที่กำกับดูแลโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายกฯ ก็สั่งการโดยตรง

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจท่องเที่ยวต้องดำเนินการในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผิดกฎหมายทั้งหมดอย่างจริงจัง รวมถึงนอมินี โดยอยู่ระหว่างลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานปราบปรามนอมินีและสิ่งผิดกฎหมาย 

“ตำรวจท่องเที่ยวจะดูได้ทั้งหมด เป็นการทำงานแบบชุดม้าเร็วทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการลงไปตรวจตามจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ จากส่วนกลางโดยตรง ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกวาดล้างอย่างจริงจัง ฉะนั้นเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ เมื่อมีส่วนกลางเข้าไปสนับสนุน ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เขาก็จะกล้าทำอะไรได้อีกเยอะ”