เมื่อวันที่ 1 ก.ค.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เดินหน้าขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ได้แก่ 1.การประเมินคุณภาพภายนอกอย่างโปร่งใส 2.การสร้างการมีส่วนร่วม 3. การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก 4.มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก และ 5.การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน พร้อมกำหนดค่านิยม “PRIDE”กระตุ้นการมีส่วนร่วมทุกองคาพยพเพื่อสร้าง “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”
ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ตลอดจนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และความคาดหวังของผู้ปกครองต่อคุณภาพการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ทั้งนี้เพื่อให้การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเกิดรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดเป็น 5
ยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความโปร่งใส (Transparency) โดยการพัฒนาระบบการประเมินรูปแบบดิจิทัลที่รายงานผลแบบ Real-time และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ประเมิน (Quality Assessor) เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากร สมศ. และผู้ประเมินภายนอก ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประเมินขั้นสูง ยุทธศาสตร์ที่ 4 มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม (Training Curricular Standard) มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่สูงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก ยุทธศาสตร์ที่ 5 เทคโนโลยี (Technology) นำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการประเมิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดค่านิยมองค์กร เป็นรากฐานการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจสำหรับบุคลากร อันจะส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “PRIDE” ซึ่งหล่อหลอมมาจากการทำงานที่ยึดหลักความเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญในทุกการดำเนินงาน (P -Professionalism) ผสานกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและดีงามกับทุกภาคส่วน (R – Relationships) โดยดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เที่ยงธรรม โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน (I – Impartiality) ตลอดจนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อถอย (D – Determination) เพื่อนำพาองค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกกระบวนการของการประเมินคุณภาพการศึกษา (E – Excellence)
กลไกสำคัญที่สุดที่จะทำให้การศึกษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงคือ “ผู้รับบริการ” ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอน ไม่นิ่งเฉยต่อการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพ โดย สมศ. พร้อมเป็นพันธมิตรรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปสู่การพัฒนา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลดภาระที่ไม่จำเป็นสำหรับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการผสานพลังระหว่างเสียงสะท้อนจากสังคมร่วมกับการสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งพัฒนาสถานศึกษา นำไปสู่ “Quality Education for all Thais”หรือ “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน” ศ.ดร. องอาจ กล่าวทิ้งท้าย



